คู่มือบริโภคหนังสือ (1)

เมษายน 8, 2008

ปัญหา: หนังสือกองโตนับร้อยเล่มยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน
ปัญหา (อีก): งานหนังสือทีไรก็ซื้อมากองเพิ่มอีกหลายสิบเล่ม
วิธีแก้: ยังไม่รู้ จึงเขียนบล็อกครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ

ผมหา “วิธี” ที่จะบริโภคหนังสืออย่างพอดีมานานนม บางครั้งผมก็รู้สึกผิดบาปที่ซื้อกระดาษหลายปึกมากองกันไว้ ใช่! หนังสือที่ไม่ถูกเปิดอ่านก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปล่า! และกระดาษเหล่านั้นมันก็เคยเป็นต้นไม้มาก่อน โลกร้อนเพราะเราขยันบริโภคหนังสือ หากซื้อมาถือมาอ่านก็คงไม่ผิดอะไร แต่เล่นซื้อมากองไว้นี่มันชวนให้หงุดหงิด

ทุกครั้งที่เหลือบไปเห็นกองหนังสือ ผมเห็นธนบัตรและต้นไม้ รวมไปถึงความรู้ เมื่ออ่านหนังสือมาได้สักระยะ ผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไม่ต่างอะไรกับสาวๆ เวลาเห็นรองเท้าหรือกระเป๋าสะพาย คือมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เห็นเล่มใหม่ก็อยากได้อีก ไอ้เล่มเก่าก็ยังไม่ได้อ่านสักเท่าไหร่ รู้สึกว่ามีเก็บไว้อุ่นใจดี บางทีก็เลยเถิดไปถึงขนาดรู้สึกว่า “แค่ซื้อก็ฉลาดแล้ว” นั่นเป็น “อารมณ์บริโภคนิยม” ดีแท้

พักหลังจึงพยายามตั้งสติ คิดก่อนซื้อ แทบจะหาลูกประคำมาเดินนับขณะเดินป้วนเปี้ยนในงานมหกรรมและสัปดาห์ลดราคาหนังสือ อ่านหนอ-คิดหนอ-ควักตังค์หนอ-จ่ายตังค์หนอ-มึงจะอ่านไหมหนอ ผมต้องสร้างสมาธิและถามตัวเองในใจว่าซื้อไปแล้วจะได้อ่านไหม หรือมันจะเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ถูกกองไว้เป็นมิตรสหายกับฝุ่น

วันนี้ผมจึงมานั่งหาวิธีบริโภคหนังสือที่พอดี ซื้อมาแล้วได้อ่าน หรืออย่างน้อยซื้อมาก็ได้ใช้ประโยชน์ จะค่อยๆ คิดค่อยๆ เขียนไป หากใครคิดอะไรออกอีกก็มาบอกกันด้วย หากมันได้ผล เรามาทำเป็นคู่มือแจกในงานลดราคาหนังสือคราวหน้ากันดีกว่า

ข้อหนึ่ง: อ่านไหม
คำถามนี้สำคัญ หนังสือที่ซื้อมาแล้วไม่อ่านไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันก็ไม่มีทางดีได้ถ้าเราไม่อ่านมัน บางครั้งเราซื้อมาเพียงเพราะได้ยินมาว่ามันดี หรือบางทีก็เพราะพลิกๆ ดูแล้วอู้หูอ้าหา แล้วพอกลับบ้านมาแล้วก็วางกองไว้ ไม่ได้หยิบมันขึ้นมาอีกกระทั่งสิ้นลมหายใจ หนังสือประเภทนี้เป็นเรื่องของใครของมัน แต่สำหรับตัวเอง หลังๆ ผมเริ่มจับทางได้ว่าผมจะมีหนังสือดีที่ซื้อมาแล้วไม่อ่านอยู่สองประเภท

หนึ่งคือ หนังสือที่มีเนื้อหาในเชิงวิชาการ ที่วิชาการเอามากๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเนื้อหาที่ผมสนใจในเวลานั้น แต่เนื่องจากดันซื้อหนังสือมาเยอะเกินไป และมักจะหยิบเล่มที่อ่านง่ายมาอ่านก่อน พอรู้สึกตัวอีกที อ้าว งานหนังสืออีกแล้ว ไปซื้อเล่มใหม่มา เล่มเก่าที่ยากๆ ก็ยังกองไว้ ประมาณประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไทย, การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ห้า, มนุษยวิทยาของสตรีชาวไตลื้อ หรืออะไรในทำนองใกล้เคียง กระทั่งถึงเนื้อหาหนังอึ้งทรงปัญญาอย่าง รวมฮิตปรัชญาตะวันตก, รวมมิตรปรัชญาตะวันออก แนวนี้นี่ถ้าเป็นแบบคัดย่อและสรุปมักจะอ่านจบ แต่เล่มที่มีรายละเอียดยิบย่อยมักจะถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หนังสือที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นหนังสือที่ถูกปล่อยไว้ให้แมงมุมโยงใยเล่น จึงเห็นว่าคราวหน้าคราวหลังควรจะฟังเสียงตัวเองให้ดีว่าซื้อมาแล้วจะอ่านไหม หากคำตอบคือ-ไม่ ก็ควรวางมันไว้ และให้คนอื่นที่เขาจะอ่านได้ซื้อไปเหลาสมอง ไม่ต้องมากองเป็นซากต้นไม้เช่นนี้

สองคือ งานวรรณกรรมชั้นยอดที่โลกยกย่อง ซึ่งมักจะมีความหนาเกินหกร้อยหน้า หันไปมองครั้งใดก็อยากอ่านเพื่อที่จะได้เข้าใจโลกและชีวิตให้มากขึ้น อีกทั้งยังได้เรียนรู้กลวิธีในการเรียบเรียงความคิดออกมา แต่แล้วก็แพ้ภัยความหนาของหนังสือ เหมือนเงยหน้ามองภูเขาลูกใหญ่แล้วถอดใจไปไต่ภูเขาลูกเล็กแทน ถึงมุมที่ได้มองจะไม่อลังการเท่า แต่อย่างน้อยก็ได้ไต่หลายเขาและได้หลายมุม

สองประเภทที่กล่าวมาอาจเป็นหนังสือที่ “อ่านจบ” ของหลายคน และหนังสือที่ผมอ่านจบ ก็อาจมีญาติมิตรท่านอื่นไม่นึกแม้แต่จะหยิบขึ้นมาอ่านด้วยซ้ำ จะมานั่งเถียงกันเรื่องรสนิยม ผมว่าเราเอาเวลาไปหม่ำข้าวมันไก่หรือนั่งขบคิดว่าผัดมาม่าอย่างไรให้อร่อยน่าจะมีคุณค่ามากกว่า รสนิยมเป็นเรื่องของ “รส” ที่ต่างคนต่าง “นิยม” แต่คำถามสำหรับการซื้อหนังสือนี่เราน่าจะร่วมมือร่วมใจร่วมใช้ด้วยกันได้ ไม่ว่าเราจะนิยมรสไหน

คำถามแรกที่ผมแนะนำก็คือ “ซื้อไปแล้วจะได้อ่านไหม”

Advertisements

38 Responses to “คู่มือบริโภคหนังสือ (1)”


  1. ของผมน่ะ ผมก็จะอ่านไปเรื่อยๆ เวลาไปต่างจังหวัดจะหยิบติดไปด้วย บนรถไฟ ทะเล หรือไม่แต่ก่อนนอน ก่อนกินข้า-หลังกินข้าว แต่มันก็ยังไม่หมดสักที พูดแล้วเหนื่อย

  2. ต้อม Says:

    สำหรับต้อม
    อย่างแรก ลิสต์รายชื่อหนังสือที่อยากอ่าน
    สอง ตั้งงบ

    และถ้าตอนเดินมันดันเกินงบ
    ก็จะตั้งคำถามว่า “เดือนนี้จะพอรอดถึงสิ้นเดือนมั๊ย?”

    555 มนุษย์เงินเดือนโดยแท้

  3. bluewings Says:

    เจอเหมือนกันค่ะ ประเภทซื้อมาแล้วคิดว่าจะอ่านเนี่ย…
    แต่ท้ายที่สุดก็กองไว้ในชั้นหนังสืออยู่ดี ฮ่าๆ…^^

    ป.ล. เกรดวิชานั้นออกแล้วค่ะพี่กลม แท่น แท้น+++
    ได้ A มาด้วยค่ะ แถมด้วยบทความนั้นจะได้ลงหนังสือ ลายไทย ด้วย
    ถ้าได้มาแล้วเดี๋ยวส่งไปให้อ่านนะค่ะ

  4. อู Says:

    ซื้อแล้วอ่านหมดทุกเล่มที่เป็น นิ้วกลมเขียนอ่ะ!

    😛


  5. เป็นคนอ่านหนังสือน้อยค่ะ จะอ่านเล่มที่อยากอ่าน เลยไม่ค่อยมีหนังสือที่ไม่ได้อ่าน ส่วนเล่มที่อ่านมักจะเป็นของนักเขียน นิ้วกลม นี่แหละ ฮ่าฮ่า

  6. moohjib Says:

    อันนี้ก็เป็นบ่อยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้อ่านเลยนะ แต่จะเลือกอ่านเฉพาะพาร์ทที่เราสนใจและต้องใช้ หนังสือประเภทที่ว่ามานี้ก็พวกคู่มือไวยากรณ์ประมาณนี้ แต่มีหนังสืออยู่สองเล่มนะที่ซื้อมาแล้วอ่านแค่คำนิยมก็หลับไปก่อน ทั้งที่ซื้อมาหลายปีดีดัก แต่ส่วนมากไม่ค่อยซื้อหนังสือเท่าไหร่เพราะส่วนมากจะเป็นขาประจำของร้านเช่าและร้านหนังสือที่เข้าไปไม่ได้ซื้อนะ เข้าไปอ่าน ที่ซื้อกลับส่วนมากจะเป็นอ่านจบไม่ทันเวลากลับบ้านเลยต้องซื้อกลับบ้าน และอีกประเภทที่ซื้อคือของนักเขียนคนโปรด คืออ่านแล้วอ่านอีก

  7. fon : ame Says:

    สวัสดีค่ะพี่นิ้วกลม

    เป็นบ่อยค่ะช่วงนี้ แต่เกิดกับการ์ตูนมากกว่า
    การ์ตูนส่วนใหญ่ไม่จบแค่เล่มเดียว พออ่านไปเล่มแรกๆ เออ สนุกแหะ แล้วเหมือนเสพติด เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องซื้อเล่มต่อๆ ไป ถึงมันจะไม่น่าเปิดอ่านแล้วก็ตาม ตอนนี้เลยมีหลายเล่มหลายเรื่องที่กองเทินๆ ไว้ เห็นแล้วก็อยากจะตีมือตัวเองตอนที่หยิบมาไม่คิด

    กรณีนี้ขอยืมคาถา “อ่านหนอ-คิดหนอ-ควักตังค์หนอ-จ่ายตังค์หนอ-มึงจะอ่านไหมหนอ” ไปใช้นะคะ 555+

    แต่กับหนังสือไม่ค่อยเกิดปัญหาแบบนั้นค่ะ
    ฝนจะซื้อแต่เรื่องที่อยากอ่าน แล้วก็จะเอาจัดลำดับการอ่าน เรื่องนี้อ่านก่อนนะ พอจบก็ต่อเล่มนี้นะ มีเหมือนกันที่สนุกมากก็อ่านน็อกรอบ ตอนนี้ก็กำลังจัดหนังสือพี่นิ้วกลมเหมือนกันค่ะ เล่มต่อไปเป็นรถไฟฯ ตอนนี้กำลังอ่านเดอะซาวด์แทร็คฯ อยู่ เมื่อวานอ่าน ณ จบแล้ว ได้คิดเยอะแยะเลย ขอบคุณนะคะ

  8. Peachoko*~ Says:

    พีชก็นั่งจ้องกองหนังสืออยู่ทุกวัน
    และก็บอกกับมันว่า สักวันนะ สักวัน
    ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกแกต้องการ
    จะบอก จะเล่าอะไรฉัน

    สักวันเนอะ พี่นิ้ว
    ^^*

  9. Shau_Leuw_Hiang Says:

    ใช้วิธีเดียวกับคุณต้อมเลยค่ะ ไปเดินให้ทั่วๆ แล้วจดมาก่อนว่าเล็งๆ อะไรไว้บ้าง
    จากนั้นก็นั่งบวกลบตบตีกับตัวเอง ว่ามีเงินอยู่(น้อยๆ)เท่านี้ สมควรจะตัดเล่มไหนออกดี
    หลายครั้งหนังสือดีๆ ที่ต้องใช้สติหรือความตั้งใจในการอ่าน ก็เลยถูกเนรเทศออกไป
    เหลือแต่เล่มที่ค่อนข้างมั่นใจว่าซื้อมาแล้วอ่านจบชัวร์ๆ

    แต่ก็ยังไม่วาย ซื้อมาแล้วก็กองไว้ ไม่มีเวลาเริ่มหยิบมาอ่านเสียที (ยังดีที่ หนังสือพวกนี้ถ้าได้ฤกษ์หยิบมาอ่านเมื่อไหร่ ก็จะได้อ่านจนจบ) หลังๆ นี้เลยเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อค่ะ คือหนังสือของนักเขียนขาประจำคนไหนที่คราวที่แล้วซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน แสดงว่าเราคงไม่ได้อยากอ่านอย่างจริงๆ จังๆ เท่าไหร่ แต่ซื้อมาเพราะเป็นของคนนี้ รอบนี้ก็จะยังไม่ซื้อ ไว้เคลียร์ของเก่าหมดแล้วค่อยมาว่ากัน 🙂

    ป.ล. หลังๆ อ่าน magazine เยอะขึ้น แอบรู้สึกว่ามันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือเล่มน้อยลงด้วยล่ะค่ะ ^ ^’

  10. ปอนด์ Says:

    555+ คล้ายๆ กันเลยค่ะ
    ….อย่างเรื่อง ดอนฆิโฮเต้ เนี่ย เป็นต้น
    เวลาไปร้านหนังสือทีไร หยิบทุกที…แต่ก็จะมีเทวดามากระซิบที่ข้างหูว่า
    ” แกคงอ่านไม่จบเร็วๆนี้แน่นอนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ….”
    …ตัดใจ ไม่ซื้อทุกทีเลย (แต่ว่าอยากได๊ อยากได้….)
    วิธีของต้อม……ก็ใช้นะ
    แต่พบว่า เมื่อเดินๆ สำรวจ… มักจะพบจำนวนหนังสือที่อยากได้เพิ่มขึ้นเรื่อยไปๆๆๆ
    ….เอาเป็นว่า อยากอ่านจริงๆ หรือแค่อยากรู้
    ตัดใจซะ อย่างใดอย่างหนึ่ง!

  11. peenpai Says:

    ของผม มันจะมาแนวนี้ครับ…
    สมมติว่านี่คืองานหนังสือครั้งแรก ๆ เลย
    โอ้โห ลดราคา จากป้าย ถูกกว่าซื้อข้างนอก ได้ของแถมอีก เล่มนี้เคยได้ยิน เล่มนั้นชอบ
    มีพวกนิยายฝรั่ง ที่ลดราคา เหลือเล่มละ 50.- ถึง 100.- นั่นแหละ ชอบนัก
    แล้วก็เดินไปเจอบูทอะเดย์ วาบบบบ เงินหมดที่บูทนี้ แล้วกลับบ้าน
    ถึงบ้าน อ่านของ สนพ.อะบุคก่อน อ่านจนจบ….ก็ค่อย ๆ ทยอย เอานิยายฝรั่งพวกนั้นมาอ่าน พวก Tom Clancy ซึ่งใช้เวลาอ่านนาน เล่มมันหนา ก็จะเลือกเรื่องที่ดูน่าสนุก อ่านไปซัก สองสามเล่ม ก็เปลี่ยนมาอ่านหนังสือไทยบ้าง
    ไป ๆ มา ๆ พอ อีก 6 เดือน งานหนังสืออีกและ
    ซื้อมาอีก……..วาบ วาบ วาบ
    กลับมาบ้านพร้อมกับนิยายฝรั่งพวกนั้นอีกเป็นสิบเล่ม ก็ราคามันถูก กลัวคนอื่นแย่ง… หุหุหุ เลยเหมาของ Tom Clancy ที่มีตอนนั้นมาเลย ก็มี
    แล้วก็อ่านไม่หมดซักที….

  12. มะนาวต่างดุ๊ด Says:

    1. มันหนารึเปล่า
    2.มันแพงรึเปล่า
    3.เพื่อนมีรึเปล่า
    4.ร้านเช่ามีรึเปล่า
    5.ห้องสมุดมีรึเปล่า
    6.อยากได้จริงๆรึเปล่า

    ที่ว่ามาทั้งหมดใช้ข้อ6ข้อเดียว แหะๆ


  13. ประสบปัญหา บ้าซื้อ แต่อ่านไม่ทันเช่นกันค่ะ….
    ส่วนใหญ่ที่ซื้อโดยไม่คิด…จะเป็นหนังสือที่ชอบมากๆ

  14. abdunng Says:

    ผมซื้อมาอ่านหมดนะแต่ไม่รู้ว่ามากเหมือนคนอื่นรึเปล่า ซื้อคราวนึงก็7-8เล่มทยอยไปเร่อยๆ สนุกก็2-3อาทิตย์แต่ไม่หนุกก็ซัก2เดือนได้อะนะ ผมว่านะอย่าไปเร่งอ่านเลยถ้าเร่งให้มันได้ตามที่คิด มันก็ยิ่งทำให้หนังสืออ่านแล้วไม่สนุก อ่านเร่อยๆเบื่อก็หยุด ถ้าทับกันเรื่อยๆก็ไม่เป็นไรนิจะได้รู้สึกดีด้วยว่าอย่งน้อยก็มีอะไรให้ทำในเวลาว่าง


  15. ซื้อแล้วต้องอ่าน ถ้าไม่อ่านก็เอาไปบริจาคซะ
    น่าจะดีกว่าปล่อยให้ฝุ่นมันจับเป็นไหนๆ

    หยุดยาวคราวนี้มีเสบียงตุนไว้เพียบเลย 55

  16. van der-LHing Says:

    – ฮ่าๆ ซื้อไปแล้วจะได้อ่านไหม ..

    – เมื่อสองวันก่อนนั่งจัดหนังสือ โอ้โห ทุ่มครึ่งยันห้าทุ่มยังไม่เสร็จเลย – – ..
    ช้าเพราะนั่งเช็ดฝุ่นด้วย – – ..
    มีนิตยสารแมคที่ตอน ป4-5 เคยสมัครสมาชิก แต่ทุกเล่มอย่างกับของใหม่ ..
    เหมือนได้สมัครแล้วอุ่นใจ ไม่กล้าแตะ ไม่กล้าทำำ – – แล้วจะสมัครเพื่ออะไร(ว้ะ?)
    ก็เลยจัดไว้ในตู้ กะจะเอาไปบริจาคถ้ามีโครงการอะไร ..

    – แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยซื้อหนังสือพร่ำเพื่อ แบบว่า คนนั้นว่าดี คนนี้ว่าดี แล้วซื้อมาอ่าน .. ก็ซื้ออ่านแค่อยากอ่านเท่านั้น ..

    – แต่ก็มีหลายเล่มเหมือนกัน ที่อยากอ่าน แล้วไม่เคยหยิบอ่านเลยหลังจากซื้อมา ..
    บางเล่มก็อ่านไปประมาณครึ่ง แล้วค้างตึ่งไว้ที่โต๊ะรอฝุ่นเกาะ – – ..

    ; ] ..

  17. ข้าวตัง Says:

    เมื่อก่อนก็เป็นคนหนึ่งที่เห็นหนังสือไม่ได้ ถ้าไม่ได้ซื้อเหมือนจะลงแดงตาย ทั้งๆที่บางเล่มซื้อมาอ่านเพียงบางเรื่องที่อยากรู้เท่านั้น จนแม่บอกว่า ปลวกจะขึ้นบ้านแล้วเพราะหนังสือของแก เลยต้องเปลี่ยนแนวคิดในการจัดการหนังสือใหม่
    หนึ่ง ไตร่ตรองดูว่าซื้อไปแล้วอ่านจบทั้งเล่มหรือไม่
    สอง ซื้อไปแล้วจะอ่านเกินสองรอบหรือไม่
    สาม เมื่ออ่านครบสองรอบแล้ว เอาไปให้เพื่อนอ่านต่อ และเพื่อนก็ต้องส่งต่อให้
    คนอื่นอ่านต่อไปอีกเรื่อยๆ เป็นการแบ่งปันความรู้กัน ไม่งั้นอ่านคนเดียวรู้คนเดียวมันไม่หนุก และหนังสือก็ไม่ล้นบ้านด้วย

  18. น้ำหวาน Says:

    หวัดดีพี่เอ๋
    จริงๆที่อยากได้ เลยซื้อเก็บไว้เยอะๆ แต่ก็อ่านทุกเล่มนะ แม่ก็อ่าน โดยเฉพาะของพี่ แม่ชอบมากๆเลย แม่ชอบเนปาลฯที่สุด

  19. PuMPui Says:

    555 เอิ๊ก

    ประเภทเดียวกันเลยค่ะ

    จบงานหนังสือทีไร กองหนังสือก็เพิ่มขึ้นทุกที

    แต่คราวนี้ที่ได้มาส่วนใหญ่จะเป็นของคุณเอ๋นะที่ตั้งใจไปกวาด

    แต่ก็นั่นน่ะสิ จะได้อ่านเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    ขอแค่มีไว้ก่อนให้อุ่นใจ ไม่ต้องไปตามหาก็พอค่ะ

    ป.ล. ทำไมหมวด 28 ไม่มีล่ะคะ 27 แล้ว 29 เลยล่ะ?!?!

  20. ลี Says:

    ที่เหลือคือเวลาและเราเท่านั้น

  21. ปุ๊กปิ๊ก Says:

    สำหรับวันนี้….
    การทำงาน ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ.. ไม่ดีเท่าที่ควร.. ไม่ได้ดั่งใจ..^รมย์เสีย!
    …………………………………..
    แต่อารมณ์เปลี่ยน ทันทีที่กลับถึงห้อง ที่มีแต่ “เรา”
    ช่วงนี้.. ไม่รุเป็นรัย เวลาคุยกับ “เพื่อน” กับ “ลูกค้า” เมื่อเราต้องการนิยามถึงความ “สนิท” “อุ่นใจ” “ไว้ใจ”
    เรามักจะติดคำว่า “มีแต่เรา”
    ที่ออฟฟิศ บางที! บรรยากาศมันก็ไม่น่ารัก เวลาจะพูด จะคุย จะระบาย เราก็ต้องคุยแต่กับเพื่อนที่เราสนิท
    “the gang” ของเรา .. ที่เข้าใจ และพร้อมจะให้อภัย ยอมรับในความเป็น”เรา”
    ใช่! ที่ห้อง ห้องนอน ห้องที่มีแต่ “เรา”
    ของๆเรา ทุกสิ่งอย่างในห้อง เป็นของเรา
    โน๊ตบุ๊ค…ก็ของเรา ที่ๆเรา เปิดอีกโลก แล้วเดินเข้ามา “เจอ”
    ทีวี.. ที่ดูเฉพาะรายการที่เราชอบ ตามใจเรา
    CD, DVD ที่มีแต่หนังที่เรา “ชอบ”
    “หนังสือ” ก็”มีแต่เรื่อง” …. มีแต่เรื่องที่ ชอบอ่าน
    หรือไม่.. ก็ออกไป”หาเรื่อง” …
    หาเรื่องที่เราอยากจะอ่านงัยคะ…
    เป็นเหมือนกัน รมย์ที่เวลาเจอหนังสือดีๆ นู่นก็อยากได้! นั่นก็อยากอ่าน! โอ๊ย! จะเอาเวลาไหนอ่านฟระเนี่ย…
    ไม่เป็นไร ซื้อไว้ก่อนแล้วกัน ยังกะหนังสือจะหมดไปจากโลกนี้…
    อย่างกับว่า เค้าจะไม่พิมพ์เพิ่ม ซื้อมาก็ไม่มีเวลาอ่าน…
    ตอนนี้ก็ยังเป็นง่ะ… เราควักตังค์ซื้อ “หนังสือ” ง่ายกว่าซื้อชุดชั้นในซะอีก
    แต่.. มันก็ได้อ่านแหล่ะ เมื่อถึงเวลา
    เช่น หยุดหลายๆวัน, เวลาเดินทาง ไปสัมมนาฯ กับบริษัท
    เวลาที่เราไม่สบาย นอนอยู่บ้าน ก็ได้อ่าน ถ้าฤทธิ์ยา ไม่ทำให้เราง่วงซะก่อน…
    อ้อ.. เวลาที่ต้อง”คอย”ใครบางคน ที่”หัวใจ”มันบอกว่า “สำคัญ” ก็ต้องรอ….
    และมีหนังสือรอ”เค้า”เป็นเพื่อน… (ไอ้นี่! ถ้าทำตัวไม่ดีนะ.. จะไม่รอมันแล้ว)
    นอกเรื่องไปเยอะแฮะ…
    จะบอกว่า…… วันนี้ ที่ออฟฟิศ เซอร์ไพร์มากเลย…
    มีหนังสือ … ณ … วางอยู่บนโต๊ะพี่คนนึงในห้องแผนกของเรา…
    ณ เล่มนั้น! เราคุ้นๆหน้ามากเลย… เข้าไปดูใกล้ๆ “อยากอ่าน” อ่ะ
    มองหน้าพี่เจ้าของโต๊ะ.. ของพี่หรอ? อ่านยังอ่ะ ขอยืมนะ…..
    หยิบๆ เปิดๆ ดูจากสภาพภายนอก ยังกะผ่านสมรภูมิรบมานับสิบ!!
    “เปล่า….ของน้องฝึกงาน” พี่เค้าตอบ “เอาไปสิ” สนุกดี….
    ดีจัง.. จะได้ไม่ต้องซื้อ.. อิอิ แต่ได้อ่าน…. (คนเขียนรู้ เค้าจะเสียใจมั๊ยเนี่ย!)
    ไว้อ่านแล้ว.. จะมาเล่าให้ฟังนะ…
    ……………… – – – ………………
    เรากำลังจะทำตัว “เจ้าชู้” ม่างแล้วล่ะ..
    ก็ “นิ้วกลม” บอกว่า “งานประจำ” เป็นเหมือน “เมียหลวง” ส่วน “งานเขียน” เหมือนเป็น “เมียน้อย”
    เราขยันเขียนหนังสือมากขึ้นแล้วล่ะ เขียนทุกวัน
    ดึกๆดื่นๆ นอนไม่หลับ ก็แอบย่องมาหา “เมียน้อย” เรื่อยเลย ขอให้ได้เขียน
    แต่ไม่รุจะขยันไปได้สักกี่น้ำ….
    …………. วันนี้ พอแค่นี้ก่อน….. ไว้พบกันทางตัว “อักษร” นะคะ นิ้วกลม….

  22. เอ็กซ์ Says:

    สวัสดีครับพี่นิ้วกลมๆ

    อยากมาแจมแชร์ประสบการณ์การ การซื้อหนังสือด้วยคนนะครับ
    โชคดีที่มีพี่น้องอยู่สี่คน งานทุกครั้งเราจะสำรวจกันก่อน (ตอนแรกๆก็เดินด้วยกันน่ารักดี หลังๆโตขึ้นไม่มีเวลาก็แยกกันมาเดิน)

    พอเดินครบทุกคน ก็จะมานั่งประชุมกำหนดเทรนด์ (ฟังดูยิ่งใหญ่ทีเดียว) ว่าครั้งนี้เราจะอ่านอะไร
    แล้วก็จะมาเลือกโดยการถกเถียงกัน ยังกับตัวเองเป็นผู้บริหาร เอาเล่มนั้น ไม่เอาเล่มนี้ ของนิ้วกลมเอาไว้ทีหลัง เอ๊ยยย เอาไว้ลำดับแรกๆ

    พอลิสต์รายชื่อหนังสือออกมาได้ ก็จะคำนวณราคาแล้วก็หารเฉลี่ยค่าหนังสือตามอาวุโส

    ดังนั้นถ้ามีหนังสือที่ตัวเองอยากได้แล้ว ไม่อยู่ในลิสต์ที่ประชุม ก็จะต้องออกเงินเอง (ส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้กับผม)

    อย่างว่าแหละครับ ความชอบของคนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆ…

  23. เด็กชายหัวหอม Says:

    เออ ผมก็เจอปัญหานี้แหละครับ ซื้อหนังสือมากองพะเนินไว้ที่บ้านแล้วก็อ่านไม่ทัน .. ช่วงหลังๆ เริ่มด่าตัวเองบ่อยๆ ว่า เอ็งจะซื้อไปอ่านหรือเอาไปมุงหลังคา(วะ) แล้วก็พยายามซื้อให้น้อยลง

    ตอนนี้มีเล่มนึง ซื้อมาแล้ว อ่านไปได้สัก 60 หน้าแล้วล่ะมั้ง .. วางทิ้งไว้ที่หัวเตียง กะว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยอ่านต่อ ปรากฏว่าหายคับ ..

    .. ได้ความว่าพ่อเอาไปก่อกำแพงบ้านแล้ว พอดีหยิบผิด หนังสือไรไม่รู้ รูปร่างหยั่งกะก่อนอิฐ กรั่กๆๆ


  24. เมื่อก่อน ซื้อแค่เพราะอยากซื้อ ก็อยากเป็นเจ้าของนิ เดี๋ยวก็อ่านทุกเล่มอยู่แล้ว

    วันนี้
    เดินไปก็ท่องไป
    เก็บเงิน เก็บเงิน
    ยืมอ่านก็ได้ ยืมห้องสมุดก็ได้
    หนังสือส่วนใหญ่ก็อ่านรอบเดียวแล้วก็วาง เจ้าหมูหวาน เจ้าจงคิดถึงอนาคตไว้มากๆ
    ซื้อเล่มที่”ของเค้าดีจริงๆ”อย่างเดียวนะ ท่องเข้าไว้

    -และแล้ว งานคราวนี้ หมูหวานก็ได้ “นั่งรถไฟฯ” กลับบ้าน ^^

  25. pahn* Says:

    แวะมาทักทาย : ]

  26. AnnT! Says:

    อ่านตอนเข้าห้องน้ำ -*-

    สมาธิแน่วแน่แต่แถมเหน็บชา

    อ่านหนังสือพี่เอ๋ในห้องน้ำ แม่ด่า55+

  27. มินท์ Says:

    แต่เราซื้อของพี่มา
    แล้วเราอ่านนะ

  28. เจน Says:

    หนังสือที่ไม่ชัวร์ว่าจะอ่านหรือเปล่า เราใช้วิธีไปยืมจากห้องสมุดเอา
    แต่หนังสือที่เป็นของนายนิ้วกลมซื้อมาเก็บ+อ่านทู๊กเล่มเรย


  29. อ่านตอนเข้าห้องน้ำเหมือนกันครับ

    แต่ตอนนี้เป็นแบบนั่งยอง ต้องใช้พลังเป็นอย่างมาก
    เหมือนอุลตร้าแมน มีเวลาจำกัด

    นั่งซักพักสัญญาณจะดัง ว่าให้กลับโลกได้แล้ว


  30. ได้อ่านอยู่แล้วเฟ้ย……..เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

    หมายเหตุ ถ้าชีวิตเราไม่สั้นจนเกินไป
    ทางแก้: ไม่มี ตราบใดพี่มีตังค์ ก็หมั่นซื้อสะสมอยู่ร่ำไป
    ทางแก้อีกวิธี: ก็ว่าจะเลิกซื้อหนังสือของนิ้ว ก่อนเลย

    ……..ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะใครๆก็ซื้อ หายืมอ่านได้ ง่ายชะมัด………..
    ฮ่า ฮ่า ฮ่า…….แต่พออ่านแล้วมันก็อยากเก็บอ่ะเนาะ

  31. manoogalum Says:

    เหมือนกันครับ…ของผมยังไม่ได้อ่านอีกร่วมร้อยเล่ม…เงินเดือนออกทีก็หมดไปกับ
    หนังสือทีล่ะหลายร้อยบาท…ผมจะจดไว้เลยว่าจะซื้อเล่มไหนบ้าง ซื้อมาแล้วอ่านไม่ทัน
    ครับ กองทับกันไว้เต็มห้อง…งานหนังสือทีผมก็หอบทั้งที่อ่านแล้วและยังไม่อ่านไป
    บริจาค..แต่ล่ะครั้งก็ไม่ต่ำกว่าห้าสิบเล่ม..เมื่อเร็วๆนี้ก็หอบไปบริจาคอีกร่วมร้อยเล่ม
    ทั้งที่อ่านแล้วและยังไม่ได้่อ่าน
    ตอนนี้ต้องมาตั้งหลักใหม่ครับ ตั้งใจจะซื้อและอ่านทีล่ะเล่ม คือซื้อและก็อ่านเล่มต่อเล่ม…แต่ที่ผ่านมาก็ทำไม่ได้สักที…พอนึกได้ก็หอบมากอง
    พะเนินเต็มห้อง…เงินทองก็หายาก แต่ก็เลิกซื้อหนังสือมากองให้ฝุ่นเกาะไม่ได้เสียที


  32. มีปัญหาเหมือนกัน
    แต่คิดแค่ว่าอยากได้รึเปล่า เท่านั้นเอง ฮิฮิ

    แต่เมื่อมันมาก

    วิธีของหนูก็คือ

    หนูจะแยกหนังสือที่ไม่ได้อ่านไว้กองนึง

    ส่วนที่อ่านแล้วจะเข้าหมวดหมู่ประเภทหนังสือ

    ทำให้มีกำลังใจในการทำให้กองนั้นหมดไปไวๆ จะได้เข้าพวกกับเพื่อนๆของมันค่ะ

  33. 9กระบี่ Says:

    เคยคิดเหมือนกันว่าเรา
    ก็ไม่ต่างจากพวกสาวๆ
    ที่เห็นเสื้อผ้าเป็นไม่ได้
    เป็นต้องซื้อ
    แต่ก็รู้สึกว่า
    ของเรามีเจ๋งกว่านะโว้ย
    ของเราดีกว่าโว้ยยยยย

  34. พิมพ์ Says:

    เป็นเหมือนกันค่ะ แต่สุดท้ายก้ออ่านหมดน่ะค่ะ บางครั้งอ่านจบก็เก็บพอช่วงเวลานึงก้อเอาออกมาอ่านอีก..

  35. หนังสือคือชีวิต Says:

    งั้นลองวิธีนี้ดีไหมคะ หนังสือที่เราไปกวาดซื้อมานั้นแน่นอนล้วนเป็นเล่มที่เราอยากอ่านทั้งนั้น ไม่งั้นจะซื้อมาทำไมใช่มั้ยคะ ดิฉันใช้วิธีนี้ค่ะ พกมาอ่านเวลาออกจากบ้านไปทำงานน่ะค่ะ อ่านมันที่ป้ายรถเมล์นั่นแหละ พอดีมีเวลาช่วงที่รอรถบริษัทฯ มารับน่ะค่ะ ทำงี้มานานแล้วด้วย และก็อ่านหนังสือเล่มโปรดจบไปหลายอยู่ค่ะ ทำให้เราใช้เวลาว่างช่วงนั้นได้อ่านหนังสือดีดีก่อนมาทำงานทุกวัน เป็นเช้าที่สดชื่นมาก ๆ ค่ะ หรือไม่ก็ทานอาหารกลางวันเสร็จก็ควักขึ้นมาอ่านได้อีกก๊อกนึงค่ะ

    ถ้าใครไม่สะดวกวิธีข้างต้นเหมือนดิฉันก็ลองบอกตัวเองว่า หนังสือที่ซื้อมาถ้าไม่อ่านขอให้เป็นหมัน!!! รู้งี้ไม่ดองไว้ดีกว่า ฮ่า ฮ่า

  36. ต า ม ฝั น Says:

    เป็นอีกหนึ่งคนที่ซื้อหนังสือมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับเล่นๆ
    ตอนที่ซื้อก็อยากอ่านนะ แต่ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งผ่านไปผ่านไป ความอยากอ่านมันลดลงไปได้
    แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีหนังสือเล่มใหม่ๆที่มาเพิ่มความอยากที่จะอ่านให้กับเราอีก
    ไอ้เล่มที่ซื้อมาก่อนก็เป็น “หมัน” ไปซะงั้น
    ตอนนี้ก็ทยอยๆอ่านเล่มเก่าๆ สลับกับเล่มใหม่ๆค่ะ
    อาจจะเป็นเพราะเราอ่านหนังสือแนวเดียวกับหลายๆเล่ม อาจจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ตอนนี้ก็เลยอ่านสลับแนวกันไปเลย ทั้งนิยาย การ์ตูน เรื่องสั้น และอีกหลากหลาย
    แต่เล่มที่อ่านได้ตลอดเวลาเลยก็คงเป็นของพี่นิ้วกลมนี่แหละ จะอ่านตอนเข้าห้องน้ำ หลังกินข้าว ระหว่างเดินทาง หรือจะเป็นก่อนนอน เพราะบางคืน อ่านไปแล้วหลับตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ หลับฝันดี มั่กๆ
    ตอนนี้ก็เลยพยายามห้ามใจไม่ไปเดินงานหนังสือ ครั้งล่าสุดเลยอดไป กลับบ้านมาหาแม่ดีกว่า แต่ก็อดเสียดายหนังสือหลายเล่มที่เล็งไว้อยู่ รอไว้เผื่อว่าเวลาผ่านไป ความอยากเราจะลดลง ถ้ายังอยากอ่านอยู่ก็ค่อยรอไปซื้อแล้วกัน

    ปล. เห็นด้วยกับคุณ abdunng ค่ะ ถ้าเราเร่งอ่านหนังสือ ก็ทำให้การอ่านของเราไม่สนุก อ่านไปเรื่อยๆดีกว่า เบื่อก็หยุด เหนื่อยก็พัก มีแรง “อยากอ่าน” ก็อ่านต่อไป ซึมซับตัวหนังสือไปทีละน้อยดีกว่า แต่หนังสือบางเล่มก็ต้องรีบอ่านนะ เพราะอ่านแล้วอยากรู้ว่า มันจะเป็นยังไงต่อไป

  37. Chinemon Says:

    ..
    ..เราเป็นคนนึง ที่หาเวลาอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ ในเวลาปกติ
    ..
    ..เราเลยเลือกใช้ เวลาที่เราปลดปล่อยทุกข์หนัก ลงคอของห่าน
    ..
    ..อย่างน้อยเวลาช่วงนั้นจะไม่เสียเปล่า
    ..
    ..ถึงจะอ่านได้ทีละนิดก็ตาม
    ..
    ..แต่ก็ยังไม่อ่านบ่อยๆตามธรรมชาติคนเรา
    ..
    ..แถม ยังมีสมาธิอย่างเงียบสงบ
    ..
    ..แต่สิ่งที่ไม่สวยงามกับวิธีนี้คือ “กลิ่น”

    ..
    ..และนั่น มันก็แค่วิธี อ่านหนังสือของเรา เท่านั้นเอง
    ..
    ..

  38. sarapat Says:

    ล่าสุดก็นี่ “ชีวประวัติ เช เกวารา” พอดีช่วงนั้นกลุ่มเพื่อนกะลัง ถกกันเรื่องนี้อยู่เลยหยิบมาแบบไม่ลังเล จนป่านนี้ อ่านเล่มอื่นจบไป สี่ ห้าเล่มแล้ว แต่ พี่เช เรายังไม่ได้ครึ่งเลย (ทั้งที่เริ่มอ่านก่อนแท้ๆ)………….

    มาตรการ ป้องกัน คือ พยายามซื้อหนังสือที่ตั้งใจเอาไว้มากๆ ก่อนให้ครบ

    แล้วเงินมันก็จะ หดตัวตามการใช้งาน เมื่อ เงินมีจำนวนลดน้อยลง อาการลังเลที่จะควักมันออกมาก็ยากขึ้น และใคร่ครวญมากขึ้น เมื่อคนเราเริ่มใช้ความคิดมากขึ้น

    ผลที่ได้มันก็จะทรงประสิทธิภาพตามไปด้วยเช่นกัน

    //คิดว่างั้นนะ0..0


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: