คู่มือบริโภคหนังสือ (2)

เมษายน 9, 2008

ข้อสอง: ซื้อคราวหน้าได้ไหม?
อันนี้เป็นหนังสือที่ได้คำตอบกับตัวเองแล้วว่า “อ่านจบแน่ๆ” แต่เมื่อก้มลงไปมองถุงโตงเตงในสองมือที่ถือแทบจะไม่ไหว (นั่นย่อมหมายความว่าคงอ่านไม่หมดในหกเดือนนี้ด้วย) ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาทำตาอาลัยเหมือนพี่มากกำลังจะลาอีนาคไปรบ แล้วเดินจากไปอย่างอาวรณ์ พูดกับหนังสือเล่มนั้นในใจว่า “คราวหน้าเจอกันใหม่ ถ้าพี่ยังอยากได้เธออยู่” หรือ “ตราบที่เราถูกกำหนดมาเป็นของกันและกัน มันต้องมีสักวันที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกัน”

การตัดสินใจแบบนี้นี่นับว่ามีข้อดีอย่างน้อยสองประการ หนึ่ง-ไม่ต้องเอาเงินไปจมอยู่ในหนังสือ ไม่ต้องเอาหนังสือไปจมอยู่ในกองฝุ่น และสอง-การมาซื้อคราวหน้านั้นก็ช่วยทำให้จ่ายน้อยลงอีกด้วย หนังสือบางเล่ม เวลาผ่านไปหกเดือน ราคาลดลงจนน่าตกใจสำหรับคนที่ซื้อไป และน่าแสยะยิ้มสำหรับคนที่กลั้นใจไว้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานวัน ราคาก็ยิ่งต่ำลง ผมเคยซื้อหนังสือชุดหนึ่ง (สี่เล่ม) ในราคาเจ็ดร้อยกว่าบาท ณ วันนี้เขาขายแค่สองร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง!

ข้อสาม: รักจริงหรือ?
ข้อนี้ใช้วิธีพิสูจน์เหมือนเวลาเราไม่มั่นใจว่าจะรักใครคนนั้นจริงหรือเปล่า (ให้เวลาเป็นคำตอบ) ใช้สำหรับเล่มที่ชอบแต่ยังไม่ใช่ (อ่านจบแล้วอาจจะใช่) ด้วยวิธีเดินผ่านมาผ่านไป หยิบดูแล้วดูอีก อ่านหน้าโน้นทีหน้านี้ที มีหนังสือบางเล่มที่ผมทำอย่างนี้ประมาณห้ารอบ จนคนขายขำว่ามันจะลังเลอะไรนักหนา บางเล่มทำมาสามปีแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อสักที วิธีนี้จะช่วยพิสูจน์ใจตัวเองได้ว่าอยากอ่านหนังสือเล่มนั้นมากขนาดไหน ถ้าหยิบจับขึ้นมาเกินสิบหน ก็สมควรซื้อ ไม่ใช่เพราะรักจริงหรอก แต่ควรซื้อก่อนที่จะโดนคนขายเขวี้ยงหนังสือเล่มนั้นใส่กบาล

ข้อสี่: ซื้อหนังสือเก่า
ข้อดีของงานหนังสือคือจะมีร้านหนังสือเก่ามาขายในโซนซีมากมายหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือดีๆ ของนักเขียนไทยอย่าง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, อาจินต์ ปัญจพรรค์, ฮิวเมอร์ริสต์, คึกฤทธิ์, มนัส จรรยงค์, ฯลฯ หรือหนังสือแปลดีๆ วรรณกรรมต่างชาติที่น่าสนใจ ข้อสำคัญคือ หนังสือเก่าเหล่านี้ราคาถูกสุดคุ้ม แค่ได้เดินเข้าไปพลิกดูหน้าปกสวยๆ ของยุคสมัยนั้นก็เพลิดเพลินแล้ว ระหว่างเลือกซื้อก็ยังได้รู้สึกราวกับเป็นนักสะสม เพราะแต่ละเล่มนั้นมีอายุไม่ใช่น้อย มีเรื่องราวและคราบราเลอะพองาม บางครั้งผมหยิบหนังสือเก่าๆ เหล่านี้ทีหนึ่งสิบเล่ม รวมราคาแล้วแค่สามร้อยบาทเท่านั้นเอง

ข้อห้า: ไม่ต้องยกเซ็ตก็ได้
เดี๋ยวนี้ สนพ. ต่างๆ จะมีโปรโมชั่นไม่ต่างจากบริษัทเครือข่ายมือถือ ซื้อผลงานนักเขียนคนนี้ครบชุด รับไปเลยแก้วกาแฟ แผ่นรองเม้าส์ หรือส่วนลดสุดพิเศษ บางบูธอาจแถมเบอร์คนขาย นั่นเป็นสิ่งยั่วยวนที่ย่ำยีความรู้สึกจริงแท้ที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านและตัวหนังสือ แทนที่จะซื้อเพราะอยากอ่าน เรากลับซื้อมาเพราะอยากได้ของแถม บางทีเราอาจจะต้องการอ่านงานของเขาบางเล่ม หรืออ่านทีละเล่ม ค่อยๆ เรียนรู้กันไป แต่พอเจอโปรโมชั่นเข้าไปก็หน้ามืด หอบกลับมาเป็นกอง ซึ่งก็เป็นกองจริงๆ หอบกลับมากองไว้ในห้องอ่านไม่ครบทุกเล่มที่ยกเซ็ตมา ผมเองก็เล็งเพชรพระอุมาเอาไว้หลายปีมาแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ซื้อตอนคลั่ง (การซื้อ) หนังสือ ไม่งั้นถ้ายกเซ็ตมีหวังพุงกิ่ว เคี้ยวกระดาษแทนข้าวเป็นแน่ สำหรับนักเขียนที่เราอยากทำความรู้จักนั้น การเริ่มทีละเล่มสองเล่มน่าจะดี ส่วนสำหรับนักเขียนที่เราชื่นชอบและติดตามจะซื้อยกชุดก็คงจะได้ หากเราแน่ใจว่าจะอ่านหมด ผมคิดเสมอว่า สำหรับหนังสือแล้วไม่มีคำว่าเปลือง ถ้าซื้อแล้วได้อ่าน

(น่าจะยังมีอีก วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ)

32 Responses to “คู่มือบริโภคหนังสือ (2)”


  1. *

    ไม่ต้องซื้อยกเซตก็ได้..
    ประโยคนี้แทงใจดำ!
    55555

    x)

    *


  2. ข้อสอง: ซื้อคราวหน้าได้ไหม?
    -ความจริงอยากได้โรงภาพยนต์ไกลบ้าน แต่คิดว่าไว้ซื้อคราวหน้าดีก่า เพราะคิดว่าที่ซื้อมาคงอ่านยังไม่จบ
    ข้อสาม: รักจริงหรือ?
    -นั่งรถไฟไปตู้เย็น ซื้อแน่ๆ
    ข้อสี่: ซื้อหนังสือเก่า
    -ได้เดนฝันมาเล่มล่ะ 20 บาท
    ข้อห้า: ไม่ต้องยกเซ็ตก็ได้
    โดโรธีและพ่อมอแห่งอ๊อซ ชอบเรื่องนี้ตั่งแต่เด็ก ว่าจะซื้อตั่งแต่ปีที่แล้ว แต่หมั่นใส้คนขาย ปีนั้คนขายเชียร์ให้ยกชุด แต่เราซื้อเล่มสุดท้ายมาเล่มเดียว 555+

    555+
    นายทำได้

  3. pattararanee Says:

    ^
    ^
    ^
    แอบขำคุณชายกลาง ฮ่าๆๆๆ

    คือว่า วิธีการของข้าพเจ้า
    คือ กำหนด “งบ” ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้

    เพราะผลที่ได้ มักเกินงบ (ทุกที) ~ 10-20% (ไม่รู้คนอื่นๆ เป็นแบบเดียวกับเราไหม ^^ แหะๆๆ)

    และก็บ่อยๆ ที่รอไว้ซื้อหลังงาน (ตามร้านหนังสือ) เมื่ออยากจะอ่านมันจริงๆ
    หรือ งานหลัง (อิอิ) มันถูกลง เหลือเชื่อ หุหุหุ

  4. fon : ame Says:

    สวัสดีวันพุธค่ะพี่นิ้วกลม^^

    ข้อสอง: ซื้อคราวหน้าได้ไหม?
    – บ่อยๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่คิดว่า งานคราวหน้าก็ต้องมีแน่ๆ

    ข้อสาม: รักจริงหรือ?
    – ทำเหมือนกันค่ะ หยิบแล้วหยิบอีก พลิกอ่านคำนิยม คำนำ คำโปรย อะไรๆ อีกเยอะๆ แต่ไม่พยายามอ่านเนื้อเรื่อง จนบางทีคนขายก็มองด้วยสายตา “เมื่อไหร่จะจ่ายเนี่ย” แหม แต่บางทีมันไม่โดนจริงๆ ก็ควักตังค์ยากนะคะ แหะๆ

    ข้อสี่: ซื้อหนังสือเก่า
    – ถ้ามีเวลาเยอะๆ จะเดินไปโซนซี แต่ส่วนใหญ่พุ่งไปที่บูธเป้าหมายก่อน พี่นิ้วกลมชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนแปลมั้ยคะ? ฝนชอบมากเลย แต่ก่อนจะไปขนมาเป็นสิบๆ เล่ม แต่รวมแล้วแค่ร้อยนิดๆ เพราะเล่มละสิบบาท ไม่รู้ตอนนี้ยังมีอยู่มั้ยน๊า

    ข้อห้า: ไม่ต้องยกเซ็ตก็ได้
    – ส่วนข้อนี้ ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะไม่เคยหลงคารมคนขายซักที 555+ (ยึดมั่นในอุดมการณ์)

    แอบฮา : “บางบูธอาจแถมเบอร์คนขาย” แต่ในทางกลับกัน คนซื้ออยากให้มากกว่า 555+

  5. ต้อม Says:

    เวลาที่เดินในงานหนังสือ มักจะคิดว่าโลกนี้มันช่วงศิวิไลซ์ดีจริงๆ
    ถึงแม้คนจะเบียดเสียดกันก็ตาม
    แต่ปีนี้ ต้องตั้งสติก่อนการเข้างานหนังสือ 5555

  6. tani** Says:

    ของนิ้วกลมนี่แปลก

    ซื้อแบบไม่ต้องคิดเลยล่ะ

    อีกอย่าง..

    ซื้อมาแล้วไม่เคยอยากได้เงินคืนเลยสักครั้ง

    ถ้าจะจนลง..

    คงเพราะเหตุนี้

    555

    (ตอนนี้ที่บ้านมีเนปาล 2 เล่ม เพราะเล่มนึงซื้อเพราะคนเขียนมาแจกลายเซ็น
    โลภๆ)


  7. หนังสือไม่มีเปลือง ผมก็ใช้คตินี้เหมือนกันเลยครับ

    แต่เรื่องอื่นต้องเหงียมๆกันไว้ วู้หู้

  8. van der-LHing Says:

    – รักจริงหรือ?
    ข้อนี้ใช้วิธีพิสูจน์เหมือนเวลาเราไม่มั่นใจว่าจะรักใครคนนั้นจริงหรือเปล่า (ให้เวลาเป็นคำตอบ)

    ฉึก !! ..

    – บางเล่ม รอครั้งต่อไปก็ได้เน้อะ คงต้องดูสภาพเงินในกระเป๋าตังค์ด้วย ฮ่าๆ ..

    – ; ] ..

  9. Qingqing Says:

    เขียนเรื่องถูกใจมากมาย ที่บ้านมีหลายเล่มเลยที่ยังไม่ได้แตะ ก็รู้อ่ะนะว่าของเก่ายังไม่ได้อ่านจะซื้อใหม่ทำไม แต่ก็นั่นแหล่ะห้ามใจไม่ได้😀 การเดินงานหนังสือก็เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของจิตใจอย่างหนึ่งนะเนี่ย

  10. เจน Says:

    ข้อสองนี่ถูกใจใช่เลย ใช้บ่อยอ่ะวิธีนี้
    เอ่อแต่ว่า….ขอนิ้วกลมเซตนึงจิ อิอิ

  11. maymories Says:

    ซื้อหนังสือเก่า – อันนี้ชอบมาก แต่ต้องใช้เวลานานหน่อยนะคะ แต่อดชื่นชมกับหน้าปกในยุกนั้น ปีนั้นไม่ได้จริงๆ มันคลาสสสสสสสสิก

    ซื้อคราวหน้าได้ไหม – เมย์ต้องไปสองวันเป็นอย่างน้อยค่ะ วันแรกก็ไปเล็งๆไว้ก่อน อยากได้เล่มไหนหรือว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้ววันที่สองค่อยตัดสินใจซื้อที่เราเล็งไว้นั่นล่ะ แล้วถ้ามีวันที่สามได้ก็จะไปเก็บตกเลือกเล่มที่แอบเสียดายอีกทีค่ะ มันต้องใช้เวลาจริงๆ

    ปีนี้ซื้อหนังสือน้อย เพราะพกตังไปน้อยค่ะ แล้วถือคติ ไม่กดตัง คนมันเยอะ55+

    ปล.แต่ก็แอบรูดการ์ดไปบ้างเหมือนกัน

  12. เมล็ดฝัน Says:

    แต่ข้อสองระวังนะพี่ … บางทีมัวแต่รอครั้งหน้าๆ
    ……หมดซะงั้น……

    บางเล่มตอนมีอยู่(บนแผง) ก็ไม่เห็นค่า
    พอตอนไม่มีนี่สิกลับตามหา ฮือๆๆ (ก็เว่อร์ไป)

    ป.ล. ไม่มีโปรโมชั่นซื้อหนังสือพี่นิ้วกลมยกเซ็ตแล้วแถมเบอร์โทรมั่งเหรอคะ

  13. walkingdiary Says:

    ตั้งงบไว้
    เป็นวิธีที่ใช้มากับทุกปี

    และมันไม่เคยได้ผล
    เกินงบมันทุกครั้ง

    หลังๆ เลยใช้วิธีลิสต์ที่ต้องการจริงๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปบูธที่ต้องการ
    หยิบๆ จ่ายตังค์ ออกมาโดยไว

    แต่เอ๊ะ ดูเหมือนล่าสุดวิธีนี้ไม่ได้ผล
    ได้หนังสือนอกลิสต์ติดมือมาหลายเล่ม

    งานหนังสือนี่มันเหมือน black hole เนอะ
    พกตังค์ไปเท่าไหร่
    ถูกดูดหายเกลี้ยง

  14. udom Says:

    ปกติใช้วิธีการตั้งงบประมาณไว้ครับ บวกลบ ไม่เกิน 10-15% ของงบ
    ปีนี้ตั้งงบไว้ 1000 บาท ใช้จริง 1200 บาทฮะ

    อีกวีธีหนึ่งที่ผมใช้คือ สอบถามเพื่อนฝูง คณาญาติ พี่น้อง ว่าแต่ละคนตั้งใจจะซื้อหนังสืออะไรกันบ้าง แล้วถ้ามีเล่มที่หลายคนอยากอ่านเหมือนกัน ก็จะใช้วิธี “แบ่งกันซื้อ แลกกันอ่าน” ประหยัดไปได้อักโขขอรับ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า

    สุดท้ายถ้าอ่านแล้วอยากจะมีเป็นของตนเอง ค่อยตัดสินใจซื้อทีหลัง

  15. jummdcu Says:

    ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีกฎเกณฑ์ใดๆในการบริโภคหนังสือเลย
    ซื้อตามใจฉันมากๆ
    แต่เดี๋ยวนี้มีกฎเหลืออยู่เพียงข้อเดียวคือ
    ซื้อหนังสือของนักเขียนคนโปรดเป็นหลักก่อน
    ซึ่งยังไงเราก็ได้อ่านแน่นอน
    แต่จะว่าไป นักเขียนคนโปรดของเราก็หลายคนเหมือนกันนิ😉

  16. ป้อ Says:

    ผมเลือกใช้วิธีซื้อเท่าที่อยากอ่านจริงๆ กำหนดไม่เกิน 2 เล่ม สำหรับ 1 เดือน หรือจนกว่าจะอ่านหมด เพราะเวลาที่ได้อ่านมีแค่ตอนเดินทางไป-กลับ บ้านกับที่ทำงานเท่านั้นเอง

    ส่วนเล่มที่ชอบแต่เจอเป็นเล่มที่ 3 แล้ว ก็ไม่ซื้อ บังคับใจตัวเอง จดจำชื่อหนังสือเอาไว้ พออ่าน 2 เล่มจบ ก็ไปตามหาซื้อมาอ่าน ซึ่งก็อาจซื้อเพิ่มอีกเล่ม เพราะเป็นคนไปร้านหนังสือแล้วมักได้เล่มที่ไม่ได้ตั้งใจเอาไว้แต่แรกมาอ่าน ก็กำหนดไว้ไม่เกิน 1 เล่ม

    ก็ได้ผลดีอยู่นะครับ อ่านไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ต้องข่มใจน่าดู แต่พอทำไปเรื่อยๆก็ชินแล้ว และสนุกที่จะเลือกเล่มไหนนะจะมาเป็นที่ 1 ในใจของเรา

    ล่าสุดงานหนังสือก็ได้ นั่งรถไฟฯ กับ ชาชินฯ มาอ่าน ที่จริงอยากได้อีกเล่มที่คุณชลิสาเขียนเรื่องอินเดีย แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ ก็อดอ่าน ได้ ชาชินมาแทน

    วิธีของนิ้วกลมก็ดีนะ การซื้อเล่มเก่าๆ ได้ราคาลดลงเยอะเลย ประหยัดเงินไปได้อีก


  17. ตอนที่เดินอยู่ เห็นหนังสือเซ็ตหนึ่ง ที่เคยบูมมากๆ ในงานปีสองปีก่อน
    มาขายอยู่เล่มละร้อยบาทขาดตัว

    ดีใจจัง ที่ไม่ได้ซื้อมา ไม่งั้นร้องไห้แหงแซะ
    เสียดายตังค์

    แต่มันก็เสียอย่างนะ
    ถ้ามันช่วงรอราคาลงเนี่ย ถ้ามันอยากมากๆ รอไม่ไหว ก็ทรมานเหมือนกัน

  18. kikunae Says:

    พยายามหักห้ามใจแล้ว
    แต่สำหรับ หนังสือของพี่นิ้วกลม
    ซื้อจากงานหนังสือมา วันละเล่ม 2 เล่ม
    ก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว
    จนสุดท้าย
    พองานหนังสือจบไปแล้ว
    ก้ต้องไปร้านหนังสือ
    เพื่อส้อยหนังสือของพี่กลับมาบ้านอีก จบครบอยู่ดี ^^”

  19. Caramel Says:

    ทุกครั้งจะมีจดเล่มที่อยากอ่านจริงๆไว้ก่อนล่วงหน้าที่จะไปงาน พอไปถึงงานก็ตรงเข้าบูธนั้นไปเลย ไม่ค่อยได้เดินเรื่อยเปื่อยเท่าไหร่ อาจจะมีแวะไปบูธของนักเขียนที่เราชอบบ้าง แล้วยิ่งถ้าหนังสือไม่ใช่แนวที่ชอบอ่านแล้วล่ะก็ต่อให้ลดแลกแจกแถมแค่ไหนก็ไม่เอา ถ้าเล่มที่อยากได้ขายควบกับเล่มที่ไม่อยากได้ก็จะซื้อเฉพาะแต่เล่มที่ต้องการจริงๆ ถ้าเล่มไหนยังไม่ต้องการมากก็เอาไว้คราวหน้า

    แต่หนังสือที่ร้านหนังสือเก่าก็ไม่ได้ราคาถูกเสมอไป มีหนังสือเล่มที่อยากได้จริงๆไปเป็นประเภทหนังสือประวัติศาสตร์เก่าหายากสำนักพิมพ์ไม่พิมพ์แล้วไปจดๆจ้องๆอยู่3-4ครั้งที่มีงานหนังสือราคาก็ยิ่งถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆรอบแรกที่ไปดู3พันกว่าบาทครั้งส่าสุดไปดูถีบตัวขึ้นสูงถึง4-5พันเลยตัดสินใจยืมเพื่อนที่มีถ่ายเอกสารดีกว่า

  20. pkgis2007 Says:

    ผมก็เป็นประเภทบ้าคลั่งชอบซื้อแบบลืมตัวตามอารมณ์ทุกที รู้สึกว่าหนังสือมันดูมีเสน่ห์ เวลากองรวมกันหลายเล่ม ดูแล้วยั่วยวนอดใจให้ซื้อไม่ได้จริงๆ ยิ่งบูตที่มีสาวหน้าใสมาเชียร์มันยิ่งทำให้อยากซื้อกลับมาอ่านมากขึ้นไปอีก

  21. ปุ๊กปิ๊ก Says:

    ถ้าไปร้านหนังสือ… ก็จะ”ซื้อ”เล่มที่”อยากอ่าน”
    ปกติเป็นคนอ่านหนังสือหลากหลายหมวดหมู่มากอ่ะค่ะ
    -นิยาย :ต้องเปิดอ่านข้างในก่อน ว่าเนื้อเรื่อง เค้าดึงเราไว้นานป่าว.. ถ้านาน..
    เป็นอันใช้ได้ ต้องซื้อกลับบ้าน เพือติดตามตอนต่อไป..

    -เรื่องแปล,วรรณกรรมเยาวชน :ส่วนใหญ่ จะได้ประโยชน์จาก คอลัมน์ book recommend ตามพวกนิตยสารที่อ่านประจำ จะช่วยได้เยอะมาก

    -หนังสือ How to … จะได้ข้อมูลมาจากลูกค้าบ้าง อ่านเจอในเวบแล้วก็ How to บางเล่มจะดังอยู่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสายงาน ก็ซื้ออ่าน

    -การ์ตูน อันนี้เรื่องไหนอยากอ่านจะซื้อยกชุด ถ้ามีครบ ถ้าต้องรอหน้าแผงภาคต่ออะไรงี้ก็ซื้อที่ร้านประจำ ขอเบอร์เจ้าของร้านไว้โทรถามว่าเล่มใหม่มารึยัง? เก็บไว้ให้ “หนู” ด้วยนะคะ (อันนี้ ต้องแอ๊บเด็กนิ้ดส์นึง … ก้อมันหนังสือการ์ตูน.. เราทุกคน มีความเป็น “เด็ก” อยู่ในตัวกันทุกคนหล่ะค่ะ อิอิ)

    -ร้านหนังสือมือสอง จะบอกว่า “ชอบม๊าก มาก… ” ใช้เวลาหายใจในนั้นนานมากเลย หนังสือดีๆๆ ราคาแสนถูก ได้ย้อนอดีตด้วยล่ะ เราจะได้เห็นภาพล้ำสมัยสุดๆๆๆ เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่ก็ยังเชยอยู่ดีในทุกวันนี้ “ขำ” ฮาดี แฟชั่นสมัยก่อน
    ได้เห็นพี่หน่อย-บุษกร สมัยได้เป็นสาวแพรว ใหม่ๆ ได้เห็นพี่ลูกเกดขึ้นปก ขณะที่หุ่น “อวบ” เอาการอยู่ … พี่ตั้ว-ศรัณยู สมัยหนุ่มๆ หล่อโคตร!!
    สนุกดีนะ เวลาไปร้านหนังสือเก่าอ่ะ ได้อ่านหนังสือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่มละยี่สิบบาทเอง กระดาษนี่เหลืองได้อีกอ่ะ.. แต่ภาษานี่ อ่านแบบวางไม่ลงจริงๆๆ

    ส่วนงานบุ๊คแฟร์ … เราไม่ค่อยชอบไป เพราะคนแออัด ไม่ชอบไปในที่ๆมีคนเบียดๆกัน รำคาญด้วย ปกติก็เข้าร้านหนังสือบ่อยๆอยู่แล้ว

    มีบ้างที่ซื้อหนังสือเพราะ “ปลื้ม” คนเขียน เช่น วรพจน์ พันพงศ์, ม.ร.ว.คึกฟทธิ์, ปราบดา, กนกพงศ์, กิ่งฉัตร, ว.วินิจฉัย, การ์ละแม, พลอย จิระเวช ฯลฯ
    ถ้าหนังสือภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยได้ซื้อเพราะมันแพงไป ลูกค้าจะให้มาอ่าน… แล้วเราก็ยึดเรย.. ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ marketing, advertising (แต่เรื่อง “ซิ่ง” ริงไซด์ ไม่ต้องอ่านอะไร ก็ซิ่งได้ ฮะ!!! เค้ายังใช้กันมั๊ยเนี่ย.. สมัยเนี๊ยะ คำว่า “ซิ่ง” )

    – นิตยสาร อ่านที่ห้องสมุดของออฟฟิศ

    นอกนั้น เจอหนังสือใครน่าสนใจ ก้ “ยืม” อ่านนะคะ ….สนุกป่าวอ๊ะ… ใช้มุขนี้ไป
    จบ!!


  22. ส่วนหนูก็มีสิ่งที่อยากได้ค่ะ
    ไม่ใช่หนังสือ
    แต่อยากได้ทุกครั้งที่ไปงานเลย
    ชำเลืองมอง ถามราคาแล้วก็เดินออก
    หวังว่าซักวันหนึ่ง
    ถ้าเราเกิดมาคู่กันจริง

    และถ้ามีเงิน
    แล้วความคิดความรู้สึกฉันยังอยากได้แกเหมือนเดิม
    1 ลูกโลก (ที่มีโคมไฟในตัว)สวยอะ
    2 DVDการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่ฉายตอนเด็ก เกี่ยวกับร่างกายของเรา

  23. 9กระบี่ Says:

    หนังสือ
    นิ้วกลม กลม
    ไร้หยากไย้

  24. 9กระบี่ Says:

    รัก(นิ้วกลม)จริงหรือ???
    แค่มีคำนิยมจากนิ้วกลม
    ก็กินเชือดเงินผมนิ่มๆ

  25. yoda Says:

    ที่แนะนำมาถูกต้องทั้งหมดเลยค่ะ
    แต่
    มันทามจายมายด้าย


  26. การให้มีสติก่อนซื้อเห็นด้วยมากๆเลยค่ะ
    ขอเสนอวิธีการแก้บ้าง “หนามยอกหนามบ่ง” 555 ในเมื่ออยากซื้อเยอะ ก็ต้องอ่านให้เยอะ สาแก่ใจดิ

    ประเด็นคือ ทำไงถึงจะอ่านได้เยอะๆ ……

    เราไปเจอโครงการหนึ่งชื่อ 12 เล่ม 12 เดือน ลองคลิ้กเข้าไปดูค่ะ (กติกา อ่านแล้วขำดี)
    http://vendetta.exteen.com/20080127/book-challenge-12-12

    เป็นการสร้างชุมชนของการอ่านขึ้นมา
    หลักง่ายๆคือ หาหนังสือที่มีอยู่แล้ว (อย่างที่เราซื้อมาแบบหน้ามืดตามัวจากงานสัปดาห์) ลิสรายชื่อว่าจะอ่านเล่มไหนในปีนี้ แล้วเอามาแปะเป็นสักขีพยานร่วมกัน อ่านจบก็มารีวีวให้กันฟัง ………………..เราว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์มากๆเลยอะ

    ผลที่ได้รับอย่างแน่นอนคือ เราต้องหัดวางแผนว่า ปีหนึ่งอ่านได้เท่าไหร่ อ่านหนังสือประเภทอะไรบ้าง
    ทำได้หรือไม่ได้ การซื้อครั้งต่อไป น่าจะมีสติ และสำนึก
    อย่างไรการสร้างชุมชนแบบนี้ขึ้นมา ก็ ช่วยส่งเสริมให้อ่านหนังสือกันมากขึ้นด้วย

    ถ้าคุณนิ้วกลมเป็นโต้โผเลย จัดขึ้นมาอีกกลุ่ม เราว่า หลายคนเข้าร่วมแน่

    ปล. อีกอย่างที่เราเพิ่งเริ่มคิดได้ จากที่ไปเที่ยวร้านหนังสือเล็กๆ
    เราว่า
    งานสัปดาห์หนังสือช่วยส่งเสริมบรรยากาศการซื้อหนังสือ
    แต่ร้านหนังสือช่วยส่งเสริมบรรยากาศการอ่านหนังสือ

    ร้านหนังสือควร​​​จะ​​​อยู่​​​ได้​​​และ​​​มี​​​อยู่​​​ต่อๆ​​​ไปในสังคม​​ ​​โดย​​​เฉพาะร้าน​​​เล็ก​​​อยู่​​​โดด​​ ​​ๆ​​ ​​แล้ว​​​ตั้งใจทำ​​ ​​อยาก​​​ให้​​​หลายๆ​​​คน​​​ช่วย​​​กันแบ่งบางส่วนหันมาซื้อหนังสือจากพวกร้านหนังสือ​​…​​…ช่วยกัน​​เงิน​​​ส่วน​​​ต่าง​​20% ​​สามารถ​​​ทำ​​​ให้​​​อะ​​​ไรๆ​​​งอกเงย​​​ได้​​นะ

  27. ต า ม ฝั น Says:

    ชอบที่คุณ ป้อ บอกว่า “สนุกดีที่จะเลือกว่าเล่มไหนจะมาเป็นที่หนึ่งในใจเรา” ก็แอบทำแบบนี้อยู่นะค่ะ เข้าร้านหนังสือทีไรมักได้หนังสือติดมือมา 1 เล่ม แต่ดันเป็นคนเข้าร้านหนังสือหลายร้านนี่สิค่ะ ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เข้า 1 ร้านได้ 1 เล่ม เข้าหลายร้าน ก็เลยได้หลายเล่ม

    แล้วก็คิดอย่างคุณ เดือนฟ้านะค่ะ
    แม้งานสัปดาห์หนังสือจะลดแลกแจกแจม มีหนังสือเยอะแยะมากมาย
    แต่หนูก็ยังอยากให้ร้านหนังสือคงอยู่ตลอดไป เพราะทุกครั้งเวลาเข้าร้านหนังสือ
    แม้จะไม่ได้หนังสืออะไรติดมือมาก็จริง แต่สิ่งที่ได้มาคือความรู้สึกดีๆ ที่เข้าไปทีไร ไม่เคยเปลี่ยนแปลง รู้สึกดีที่ได้เข้าไปเดินมอง เดินหา หนังสือดีๆที่เราอยากอ่านขึ้นมาสักเล่ม
    ส่วนงานหนังสือก็ให้บรรนากาศในอีกแบบ อย่างเราชอบไปงานหนังสือกับน้อง เวลาได้ไปเดินด้วยกัน คุยกันไป ช่วยกันเลือกเล่มนู้นเล่มนี้ เมื่อยก็นั่งพัก หายเหนื่อยก็เดินต่อ หิวก็แวะไปซื้อของกินมากินเล่น ระหว่างกินก็เม้าท์กันไปเรื่อยเปื่อย อิ่มท้องก็ลุกขึ้นเดินต่อ มันได้อารมณืคนละแบบ แต่ก็ชอบทั้งสองแบบ

  28. แต Says:

    ไม่เคยไม่อ่านหนังสือมาไม่หมดซักที
    มีแต่อ่านไม่เคยพอ
    อ่านแล้วอยากอ่านอีก
    ความรู้สึกเหมือนคนติดยามั้ง
    โดยเฉพาะของพี่นิ้วกลม
    ซื้อมาต้องรีบอ่าน
    กลัวบูด *-*
    เก้าเล่นแล้ว อ่านเพลิดเพลินเลยทีเดียว
    **น่าจะมีการตั้งชมรมขึ้นมา
    เพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่านนะคะ
    ใครมีหนังสืออะไรที่คิดว่าดีก้อมาแบ่งๆกันอ่าน
    เพราะบางทีเราก้อพลาดหนังสือดีๆหลายๆเล่มไป
    เพราะไม่รู้ว่ามีหนังสือเล่มนี้อยู่ด้วยเหรอ
    และอีกอย่างก้ออาจจะได้แนวคิดใหม่ๆมาด้วย
    เพราะเรามักจะอ่านหนังสือแนวที่เราชอบ
    แต่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือในบางแนว
    เพราะกลัวซื้อมาแล้วจะไม่ได้อ่าน..เสียดายตังอ่ะ

  29. อ้อน Says:

    แอบเข้ามาอ่าน
    เคล็ดลับค่ะ…

  30. nk Says:

    ข้อสาม: รักจริงหรือ? ข้อนี้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
    เพราะที่ผ่านมาไปงานหนังสือทีไรจะรู้สึกคึก นั่นก็อยากอ่าน นี่ก็อยากอ่าน
    แต่พอซื้อมาจริงๆ ดองไว้เป็นปี กว่าจะได้อ่าน บางเล่มก็อ่านไม่จบอีก เสียดาย
    ต่อมาก็เลยคิดให้ดีก่อนซื้อว่าชอบจริงๆ

    มีอีกเคล็ดลับนึง ก็คือ เอาเงินไปพอประมาณ
    ช่วงที่มีงานหนังสือครั้งนี้เราไม่ค่อยมีตังค์ ก็เลยเอาตังค์ไปแค่ 300 กว่าบาท
    ซื้อหนังสือพี่ภิญโญ ไป 2 เล่ม เดินไปเดินมาเพิ่งเจอบูธ อะเดย์
    ยื้อแย่งอยู่นานกว่าจะแหวกฝูงชนเข้าไปได้ เราก็หยิบโตเกียวไม่มีขาขึ้นมาดู
    ว่าจะซื้อ (เพราะไม่เคยอ่านหนังสือพี่นิ้วกลมเลย เคยอ่านแต่บลอก)
    ..แต่….ก็ต้องวางลง ไว้ก่อนนะ เหลือตังค์แค่ 60

  31. sarapat Says:

    คราวหน้ารับรอง เราจะมีของพี่ครบเซ็ตแน่ๆ พอดีคราวนี้ยกมาไม่ครบ

    เพราะต้องแบ่งเล่มอื่น เค้าไปคนละนิดละหน่อยน่ะ0..0

  32. kk Says:

    ประสบปัญหาเช่นกัน
    มีหนังสือที่ไม่ได้อ่านเยอะมาก
    ส่วนใหญ่ก็ไอ้พวกวิชาการหนักๆ
    อย่างปรัชญาการเมือง ประวัติศาตร์ชาติไทย
    ประวัติศาสตร์จีน ฯลฯ
    จนกองหนังสือจะทับตายอยู๋แล้ว

    ตอนนี้พยามมากที่จะลดกิเลสชั่วคราว
    แต่ไม่รู้จะได้กี่มากน้อย

    ที่แน่ๆเจอหนังสือใหม่ๆของนิ้วกลมที่ยังไม่มี
    ก็…ยืมเพื่อนทุกที 555+

    ล้อเล่นอ่ะ อดใจไม่ได้
    ถ้าเจอหนังสือของนิ้วกลมก็ซื้อทุกที


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: