Archive for the '01: สถานที่' Category

ลูกชิ้นที่หายไป กับก้านไม้ที่เท่ขึ้น

ธันวาคม 30, 2006

1.
ร้านจุฑารส ที่สยามสแควร์เป็นร้านเก่าแก่นมนาน
เราได้เดินผ่าน แล้วเข้าไปหย่อนก้น หย่อนลิ้น เป็นระยะ
ตั้งแต่สมัยเรียน สมัยโดดเรียน และสมัยเลิกเรียน(ในโรงเรียน)
ข่าวเล่าว่า ร้านนี้เปิดประตูรับลูกค้าผู้ท้องกิ่วมากว่าสามสิบปีแล้ว

สามสิบปีแห่งสยามสแควร์ย่อมเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
ยิ่งในช่วงสิบปีให้หลัง สยามสแควร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
โฉบเฉี่ยว ฉูดฉาด เปรี้ยวปรู๊ดปร๊าด ปรับปรุงกันให้ ‘เท่’ ขึ้นทั้งบริเวณ

ในแง่สถาปัตยกรรม สยามฯ เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับใครสักคนที่
อยากสังเกต ‘ชีวิต’, ‘การต่อสู้’, ‘การกลืน’, และ ‘การยืนหยัด’
ของสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อว่า ตึก

ตึกในสยามฯ มีเอกลักษณ์และมียุคสมัยของมัน ซึ่งมีเสน่ห์ไม่น้อย
แต่ทุกวันนี้ตึกเก่าๆ เหล่านั้นถูกปก+ปิด, ปก+คลุม ด้วยวัสดุสมัยใหม่
เคลือบ+ทับ พื้นผิวเก่าๆ เหล่านั้นจนมิดชิด สิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้าจึงมักจะเป็น
สีสันอันสะดุดตาจากป้ายหน้าร้าน บิลบอร์ดโฆษณา และเปลือกตึกใหม่ๆ
ที่พยายามจะแต่งตัวตึกรุ่นคุณลุงคุณป้าให้กลายร่างเป็นวัยรุ่น!

ตึกในสยามฯ จึงมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
เสน่ห์ของชีวิตที่ผสมผสานระหว่าง ‘เก่า’ กับ ‘ใหม่’

ไม่เพียงแต่ ‘เปลือกหุ้ม’ เท่านั้น แต่ ‘ข้างใน’ ตึกเหล่านั้นก็ถูกปรับ+เปลี่ยน
แก้+ไข, ซ่อม+แซม อย่างเมามันจากฝีมือนักออกแบบรุ่นใหม่ หัวใหม่ มือใหม่
หลายตึกนั้นทำได้น่าสนใจ สามารถปรับ+ปรุงได้อย่างกลมกล่อม
และมีรสชาติใหม่เกิดขึ้นได้ตึกเก่า

หลายร้านในสยามสแควร์มีการตกแต่งภายในที่น่ารัก น่าสนใจ
และจนกระทั่งถึงยุคสมัยนี้แล้ว ร้านที่ยังคงความโบราณอยู่นั้นหายากยิ่ง
ร้านอย่างนิวไลท์, สีฟ้า, อินเตอร์ ดูจะยังยืนหยัดต่อไปด้วยฝีมือด้านการปรุงอาหาร
และทุ่มเทใจให้กับการสรรค์สร้างรสชาติที่สัมผัสด้วยลิ้นมากกว่ารสชาติที่ใช้ตาสัมผัส

เป็นการยืนหยัดท่ามกลางร้านอาหารน่ารัก เรียบหรู เท่ขรึม มืดๆ ครึ้มๆ สดใส ทันสมัย
ที่เน้นการสร้างบรรยากาศภายในร้านเกินหน้าเกินตารสชาติของอาหาร
ซึ่งร้านแบบหลังนี้ผุดขึ้นมาดกดื่นราวกับดอกเห็ดหลังฤดูฝน

และสิ่งที่ตามมาเป็นเห็ดดอกที่สอง คือ ราคาในเมนู ที่มักจะบวกค่าปูน ค่าสี
ค่าวอลเปเปอร์ลายสวย รวมไปถึงค่าจ้างนักออกแบบเท่ๆ เหล่านั้นเข้าไปด้วย

อย่างที่เค้าว่า ‘บรรยากาศมันขายได้’

2.
ลองเปิดพจนานุกรมดูเล่นๆ คำว่า ‘จุฑา’ มีความหมายว่า จุก, ที่สูงสุดของศีรษะ
หากลองสมาสเอาเองเล่นๆ ‘จุฑารส’ ก็น่าจะหมายถึง ‘รสชาติอันสูงสุด’

ซึ่งก็สมชื่อ ไม่ว่าผัดไทยกุ้งสด, หรือลูกชิ้นทั้งเอ็นและไม่เอ็น รวมไปถึงน้ำจิ้ม
ของร้านนี้ ล้วนแต่สมควรที่จะได้รับคำชมว่าเป็น ‘รสชาติอันสูงสุด’ ทั้งนั้น
เดินผ่านแล้วได้กลิ่นปิ้งลูกชิ้นทีไร น้ำลายต้องไหลเป็นปลาปุ้มปุ้ยทุกที

หลังจากร้านจุฑารสปรับปรุงและตกแต่งภายในเพื่อตามสมัยให้ทัน
และปรับเปลี่ยนเปลือกตัวเองให้พูดจากับเด็กสมัยใหม่รู้เรื่อง เราได้แต่นั่ง
บริเวณชั้นล่าง และก็รู้สึกว่ามันเป็นความรู้สึกแปลกๆ คือ ได้ลิ้มรสชาติเก่า
ในบรรยากาศโคตรใหม่ คือมันไม่เหลือเยื้อใยของกลิ่นเก่าๆ ไว้บ้างเลย
แต่ก็เข้าใจได้ในความเปลี่ยนแปลงของโลกและชีวิต-ไม่ได้คิดอะไรนักหนา

กระทั่งเมื่อวาน ระหว่างรอลูกชิ้นปิ้งที่สั่งไว้ ก็ได้เดินขึ้นบันไดไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นสอง
จึงได้พบว่าบรรยากาศข้างบนช่างสวยหรู เท่ ครึ้ม อบอุ่น นวลนุ้ย ด้วยแสงของ
ไฟประดับสีส้ม ต่างจากบรรยากาศไฟขาวๆ สว่างๆ เห็นรอยคราบน้ำมันแบบเดิมสิ้นเชิง

ในความรู้สึกตอนนั้น ‘โอ้ว! จุฑารส ยู อาร์ โซ คูล!’

เดินลงบันไดทั้งที่ใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะตื่นไปกับ ‘ความคูล’ บนชั้นสอง
ก็ต้องมาพบว่าลูกชิ้นที่สั่งไว้มีเพียงไม้ละสามลูก!!
สามลูก!
สามลูก!
(โปรดอ่านอีกครั้ง)
สามลูก!

เป็นการจัดสรรพื้นที่บนไม้ลูกชิ้นที่ไม่งามสักเท่าไหร่

แม้ว่าแม่ค้ารถเข็นบางร้านที่ถูกครหาว่า นำลูกชิ้นเนื้อหมามาปิ้ง
จะเสียบลูกชิ้นถึงหกลูกซึ่งดูคับแน่นไม้เกินไปบ้าง แต่มันก็ช่วยให้
พุงของเราคับ และกระเป๋าตังค์ยังแน่นไปด้วยเงิน
ความอึดอัดบนพื้นที่ไม้จึงพอจะยอมรับกันได้แบบไม่ต้องกล้ำ
แค่กลืน(ลูกชิ้น)ลงคอเพื่อส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร

โดยปกติสากล แม้ไม่ต้องทำสัญญาลงนามในสมัชชาลูกชิ้นโลก
ลูกชิ้นเสียบไม้ตามปกตินั้นควรมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่ กำลังดีก็คือห้า
แต่ไฉนร้านจุฑารสผู้มีลูกชิ้นอันมีรสชาติอันเป็นเลิศจึงหดจำนวนลง
เหลือเพียงสาม?

จำไม่ได้ว่าแต่ก่อนห้า หรือ สี่?
แต่ไม่ใช่สามแน่ๆ เพราะมันช่างดูหรอมแหรม
จนชวนให้สงสารลูกชิ้นสามใบเถาอันว้าเว่ขาดเพื่อนร่วมไม้

แต่เมื่อได้จับก้านไม้ขึ้นมาจึงได้พบบางอย่างที่อาจตอบคำถามเรื่องลูกชิ้น

ก้านไม้ที่ร้านจุฑารส ‘คูล’ ไม่แพ้บรรยากาศการตกแต่งบนชั้นสอง
เป็นก้านไม้เสียบลูกชิ้นที่มีดีไซน์ที่สุดตั้งแต่เราเคยได้ยลมา
แทนที่จะเป็นไม้ด้วนๆ กุดๆ แบบธรรมดาทั่วไป
ก้านไม้ที่แทงทะลุลูกชิ้นกลมๆ ทั้งสามอยู่นั้นมีความแบนตรงส่วนปลาย
นั่นหมายถึงว่ามันจะต้องใช้ ‘พื้นที่ไม้’ ในการผลิตมากขึ้น
(หมายถึง หากใช้ ‘วัตถุดิบไม้’ เท่ากันจะผลิตไม้เสียบลูกชิ้นแบบมีดีไซน์
ได้น้อยกว่าไม้แบบธรรมดาๆ)
ไม่เท่านั้น-บริเวณส่วนแบนที่ว่า ยังมีการสลักชื่อร้านลงไปในนั้นด้วย!
นั่นหมายความว่า ความเท่นี้ย่อมมี ‘ค่าใช้จ่าย’!

และเป็นไปได้ไหมว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ บริเวณก้านไม้อัน ‘เวรี่คูล’ นี้
ทำให้ลูกชิ้นอันมีรสชาติเป็นเลิศนั้นหายไป?

เราต้องยอมเสียลูกชิ้นอร่อยๆ ไป
แลกกับความรู้สึก ‘เท่ๆ’ ที่ได้มาจากการสัมผัสก้านไม้เสียบลูกชิ้นมีดีไซน์
เป็นแบบนั้นหรือเปล่า?

3.
โลกยุคนี้ อะไรๆ ที่ขาย ‘เนื้อ’ กันจริงๆ นั้นอยู่ยาก
เพราะคนเคยชินกับการเสพและบริโภค ‘เปลือก’ กันอย่างหฤหรรษ์
หาก ‘เปลือก’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อห่อหุ้ม ‘เนื้อ’ ที่ดีมีคุณภาพ
ก็คงไม่ได้น่ารังเกียจอะไร แต่คงน่าเสียดายหากต้องถึงกับ ‘เฉือนเนื้อ’
เพื่อนำมาสร้าง ‘เปลือก’ เอาใจคนรุ่นใหม่ที่โหยหาเปลือกคูลๆ

นี่ก็เป็นความรู้สึกของคนกำลังจะแก่ (หรือแก่แล้ววะกู?)

แต่เราว่า โดยพื้นฐานของมนุษย์ไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่มหรือสาว
หาก ‘ของ’ สิ่งนั้นเป็น ‘ของดี’ (ไม่ต้องนับไปถึงของระดับ ‘จุฑา’)
จะหนุ่มจะสาวจะแก่ก็ย่อมโหยหา ‘เนื้อ’ มากกว่า ‘เปลือก’ อยู่วันยันค่ำ

สำหรับร้านที่มีลูกชิ้นรสเลิศระดับ ‘จุฑารส’
ที่เราได้ลิ้มชิมรสอันสูงสุดสะใจมาเป็นเวลานาน
เรารู้สึกค่อนข้างเสียดาย หากในอนาคต ความใส่ใจในรสชาติจะหดหายไป
เมื่อคนรุ่นหลังขึ้นมาบริหารแทน ในฐานะลูกค้าผู้คลั่งไคล้ในรสชาติลูกชิ้น
ก็แค่อยากให้คงความใส่ใจในรสชาติอันเอร็ดเด็ดนั้นไว้
ส่วนไอ้เรื่องก้านไม้อันเท่หรูนั้น เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเลย

และถ้าเลือกได้
เราขอไม้ธรรมดาๆ และเอาลูกชิ้นที่หายไปกลับคืนมาได้มั้ยครับ?

Advertisements

สถานการณ์หลังจับเมีย

ธันวาคม 15, 2006

แคชเมียร์เป็นที่เรียบร้อยครับ!
จริงๆ แล้วคันไม้คันมือคันปากอยากเล่าให้ฟังมากๆ
ราวกับโดนผู้ไม่ประสงค์ดีเอาหมามุ่ยทาปาก
คันคะเยอเชียว แต่ไอ้ครั้นจะเล่าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ก็เกรงว่าจะไม่สวย+งามตามที่แคชเมียร์เป็น
จึงขออนุญาตเล่าเกร็ดๆ ให้ฟังบรรเทาอาการคันไปก่อน

สิ่งต่างๆ ที่ได้พบพานมาตลอดเวลาเกือบสิบวันที่นั่น
พอจะสรุปเป็นใจความ(ไม่ค่อย)สำคัญได้ดังต่อไปนี้

1.หนาว!
ไม่ได้หยิบเครื่องวัดอุณหภูมิติดตัวไป
แต่มั่นใจว่าไม่มีวันไหนที่มีตัวเลขสองตัวโผล่ให้เห็นเป็นแน่
จะมีก็แค่วันเดียวที่มีเลย 12 โผล่ออกมาจากปากผู้คนบนภูเขา
เค้าบอกกับเราว่า “คืนนี้อุณหภูมิประมาณ ลบสิบสององศาเซลเซียส”
ระหว่างที่อยู่ที่นั่นไม่ต้องห่วงเลยว่า ถ้ามีอันเป็นไปแล้วจะเกิดอาการเน่า
เพราะความเย็นที่ว่าน่าจะเก็บรักษาสภาพศพไว้ได้เป็นอย่างดี

2.หิว!
ความหนาวทำให้เราไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมาเดินตามตลาดมากนัก
ชีวิตติดแหง่กอยู่กับ ‘บ้านเรือ’ ในทะเลสาบดาลเลก (สวย+น่ารักมาก)
ร่างกายซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ที่บางคืนต้องใช้ ‘ฟูก’ ห่มแทนผ้า!
อาหารการกินแบบเครื่องเทศจัดๆ ผักแฉะๆ จึงเป็นสูตรควบคุมน้ำหนักที่ดี
สำหรับเราไป ใจหนึ่งก็หิว อีกใจก็ดีใจที่พุงห้อยๆ จะได้ย้อยน้อยลง
แต่แล้วก็กลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อมาถึงเดลี ดันเจอแขกทำอาหารไทยเป็น
ก็เลยเล่นมันซะทุกมื้อ สั่งแต่ละมื้อก็เปรียบประดุจกล่องข้าวน้อยกลับชาติมาเกิด
ต่างก็แค่ไม่ได้ลงมือฆาตกรรมแม่ก่อนกิน พุงห้อยๆ ก็เลยคล้อยเหมือนเดิม

3.ชา!
‘ชา’ ที่ว่ามีสองชา ชาแรก เป็นอาการหลังจากไปย่ำพื้นหิมะที่มีความหนาระดับ
ครึ่งแข้ง บางจังหวะก็กินเลยมาถึงหัวเข่า เพิ่งรู้ว่าไอ้ที่เค้าว่าต้องตัดขาตัดนิ้วกัน
เพราะหิมะกัดนั้นมันเป็นเช่นนี้เอง หลังจากถอดถุงเท้า รองเท้าออกมา
ก็ได้พบว่า ขาไม่มีแล้ว! คือยังมีขาอยู่ แต่เส้นประสาทที่ขาไม่เชื่อมต่อกับสมอง
อีกต่อไป เรียกได้ว่า ถ้าตัดทิ้งไป สมองคงไม่ทันจะเสียดาย

ชาที่สอง เป็นชาที่จิบเพื่อระงับชาแรก คนแคชเมียร์ดื่มชากันมากกว่า
นักกีฬาซดเกเตอเรต ล่อกันทั้งวันทั้งคืน (หมายถึงล่อชา) เช้ามาก็ชา
สายก็ชา กลางวันก็ชา บ่ายก็ชา เย็นก็ชา ค่ำก็ชา ก่อนนอนก็ชา
ไปซื้อของก็ยกชามาเสิร์ฟ เรียกได้ว่าแทบจะติดใจ เอ้ย! ติดชาไปเลย
(ใจ = ชา ในภาษาแคชเมียร์) อ้อ! ลืมบอกไปชาที่ว่ามีหลายหลายรส
และอร่อยล้ำทุกรสเชียว

4.สุข
ขนาดหนาวจนตัวแข็ง ขนตั้ง หน้าแห้งขนาดนั้น แต่ผู้คนในแคชเมียร์
และครอบครัวเจ้าของบ้านเรือที่เราไปพักกลับทำให้อุณหภูมิในช่องใจ
อบอุ่นขึ้นมาได้อย่างประหลาด คงไม่เคยมีใครลองวัดอุณหภูมิ ‘ความสุข’
ว่ามันสามารถทำให้คนอบอุ่นขึ้นมาได้หรือไม่ หรือมันอาจแปรผกผันตาม
สภาพอากาศที่แวดล้อมอยู่ หากร้อนอยู่ ความสุขก็อาจทำให้เย็นใจ
ความสุขง่ายๆ สงบๆ (ภายใต้สงครามระอุ) นั้นชวนให้รู้สึกสุขไปด้วย
ถ้าไม่หนาวคงไม่อยากกลับ มีชาวต่างชาติมากมายฝังร่างกายอยู่ที่นั่น
เฮ้ย! ไม่ได้หมายถึงตาย แต่ฝังร่างหลบจากความวุ่นวายของเมือง
เป็นเดือนๆ สามเดือนบ้าง ห้าเดือนบ้าง สภาพความเป็นอยู่ในทะเลสาบ
ชวนให้เป็นสุข ชวนให้ทุกข์ละลายไปกับสายน้ำใสๆ ในทะเลสาบ

5.สวย
ตามแผนที่แบบปูดนูนตามความสูงของผิวโลก
‘เมืองศรีนาคา’ เปรียบได้กับกะละมังที่ถูกฝังลงในเทือกเขาหิมาลัย
เมืองทั้งเมืองจึงถูกโอบล้อมไปด้วยผนังภูเขาหิมะรอบด้าน
มองไปทางไหนก็เห็น มองไปทางไหนก็สวย
หากจะมีอะไรมาบดบัง ก็เห็นจะเป็นหมอกสีขาวที่รอการคลี่ตัว
ภูเขาสูงใหญ่มั่นคง ยังต้องเร้นกายเมื่อหมอกบางมาปกคลุม
เวลาเคลื่อนที่ไปไหน ก็ราวกับว่ามีภูเขาหิมะวิ่งไล่ตาม
รถวิ่งไปไกลแค่ไหน เขาหิมะก็ยังวิ่งคู่ขนานไปด้วยไม่รู้เหนื่อย
(จะเหนื่อยได้ไง ภูเขาไม่มีปอด!)
ความสวยยังมีอีกหลายแง่มุม พรรณนาไปก็เหนื่อย
รอให้ ‘รูปถ่าย’ ช่วยพรรณนาบ้างน่าจะดีกว่า

ยังมี ‘เรื่องราว’ และ ‘แง่มุม’ อีกมากสำหรับแคชเมียร์
เมืองน่ารักที่มีทหารยืนเต็มเมือง!
ติดตามได้ ในงานหนังสือเดือนตุลาฯ นี้ครับ!
ฮ่าฮ่า…

ปล.หากหาวิธีแปะรูปได้แล้วจะนำมาแปะให้ดูกันเล่นๆ ครับ.

แคชเมียร์ อีฟ ไอ แคน

พฤศจิกายน 26, 2006

1.
ว่ากันว่า “ชีวิตของคนที่เคยไปแคชเมียร์มาจะแบ่งออกเป็นสองช่วง
คือ ช่วงก่อนไปแคชเมียร์ กับหลังจากไปแคชเมียร์มาแล้ว”
ข้อความในเว็บไซด์บริษัททัวร์เขียนไว้อย่างนั้น
เป็นข้อความที่น่าคิด

หลายสถานที่และหลายสถานการณ์
ที่เราเดินผ่านแล้วเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เราเปลี่ยน มิใช่สถานที่

อะไรทำให้ประโยคนั้นเกิดขึ้น?
‘ชีวิตหลังแคชเมียร์’ มีหน้าตาเป็นอย่างไร?
อาจต้องไปหาคำตอบด้วยตัวเอง

2.
ในมุมที่หนึ่ง
แคชเมียร์ เป็นดินแดนขอบประเทศที่วางตัวอยู่ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน
เป็นชายแดนที่มีเรื่องรุนแรงอยู่เนืองๆ และยังคงเกิดขึ้นแก้เหงาเป็นระยะ

แคชเมียร์ เคยเป็นรัฐอิสระ แต่ใน ค.ศ. 1947 ปากีสถานก็เริ่มเข้ายึดหลายๆ จังหวัด
ในแคชเมียร์ไปได้ เป็นสาเหตุให้แคชเมียร์เริ่มหันไปซบอกอินเดีย
และรวมเข้าเป็นรัฐหนึ่งในอินเดีย แต่ก็นั่นแหละ ยังคงมีกลุ่มมุสลิมบางกลุ่มที่
ต้องการแยกตัวได้ประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์กับอินเดียซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู
และเริ่มโจมตีมาตั้งแต่ปี 1989 และยังคงตอบโต้กันไปมา มีภาพประดับเลือดสีแดงให้เห็นเป็นระยะ

3.
ในมุมที่สอง
แคชเมียร์ เป็นเขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวรุนแรง
เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว แผ่นดินก็เพิ่งขยับตัว วัดได้ 6.8 ริกเตอร์
(ศูนย์กลางวัดได้ 7.8 ริกเตอร์) ในเขตปากีสถานตึกสูงหลายหลังถล่ม
ในเขตอินเดีย(ตามข่าว)มีผู้เสียชีวิตสิบหกคน!

4.
ในมุมที่สาม
แคชเมียร์ เป็นสถานที่ในฝัน
เป็นสวิตเซอร์แลนด์แดนภารตะ
เป็นสวรรค์บนดิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงความบริสุทธิ์
บริสุทธิ์เพราะเพิ่งเปิดเขตแดนให้คนนอกได้เข้าไปสัมผัส
บริสุทธิ์เพราะยังไม่เปิดตัวเองรับ ‘โลกใหม่’
เป็นความบริสุทธิ์ในมุมมองของนักท่องเที่ยว
เป็นนักท่องเที่ยวที่มักคาดหวังให้ประเทศอื่นๆ คงความบริสุทธิ์ไว้
แต่ประเทศของฉันนั้นต้องพัฒนาไปไกลๆ ให้ทันโลก

อยากสตัฟฟ์ประเทศที่ล้าหลัง
แต่ประเทศตัวเองต้องเร่งวุ้น เร่งสี เร่งโต

นับวัน ประเทศหรือดินแดนบริสุทธิ์ยิ่งหายาก
นับวัน ดินแดนในส่วนต่างๆ ของโลกยิ่งคล้ายกันไปหมด
ดินแดนที่ปิด(หรือเคยปิด)จึงมีเสน่ห์ชวนให้ค้นหา
อาจไม่ใช่แค่ต้องการไปสูดกลิ่นความบริสุทธิ์
แต่เป็นความรู้สึกโหยหา ‘ชีวิต’ ที่แท้จริง
‘ชีวิต’ พื้นฐาน ที่ดำรงชีพกับความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

อาจเพราะชีวิตคนเมืองใหญ่ ไม่ค่อยบริสุทธิ์
แต่รกรุงรังไปด้วยสิ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อน
นักเดินทางจากดินแดนพัฒนาจึงโหยหาความบริสุทธิ์
และความไม่พัฒนาเสียเหลือเกิน

เมื่อไปแล้วก็ไม่อยากกลับ
กลับมาแล้วก็ยังอยากกลับไปสัมผัสอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่พอกลับมา ก็ยากที่จะใช้ชีวิตบริสุทธิ์ในเมืองที่รกรุงรัง

5.
ไม่ว่าฤดูไหน แคชเมียร์ก็สวย (ดูจากรูปและคำบอกเล่า)
ฤดูร้อน แคชเมียร์จะสพรั่งไปด้วยสีสันของทุ่งดอกไม้และสวนแบบโมกุล
ท้องฟ้าสีฟ้าสดขับยอดเขาหิมะสีขาวให้คมชัด

ฤดูหนาว แคชเมียร์จะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไปทั้งหุบเขา
น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง สีขาวของหิมะห่มพื้นดิน
และเนินเขาเป็นเนื้อเดียวกับยอดเขาหิมะ ราวกับโลกเป็นสีขาว-ดำ
เป็นขาว-ดำที่สวย — สวยแบบเหงาๆ — สวยแบบหนาวๆ

แต่-ตามคำแนะนำ ไม่ควรไปแคชเมียร์ในฤดูหนาว
เพราะดีไม่ดีจะไปไม่ถึง!

การไปแคชเมียร์ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่เดลี
แล้วจึงต่อรถบัสไปยังแคชเมียร์ที่อยู่ทางด้านเหนือของอินเดีย
แต่!! ในฤดูหนาวหิมะพรำแบบนี้ มีสิทธิ์เป็นได้สูง
ที่ถนนจะถูกหิมะคลุม จนไม่สามารถเปิดให้รถวิ่งได้
และถ้าเหตุการณ์เป็นแบบนั้น ก็จะเหลืออีกทางเดียว
คือเครื่องบิน

ต้องนั่งเครื่องบินจากเดลี ไปลงยังเมืองศรีนาคา
ซึ่งก็ได้ยินมาว่า อาจจะบินหรืออาจจะไม่บิน
ตามแต่สถานการณ์ของท้องฟ้า

และถ้าทุกอย่างเป็นใจ ฟ้าเปิด ทางโล่ง
ก็ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่จะกั้นขวางไม่ให้นักเดินทางไปถึงแคชเมียร์
คือ เหตุการณ์ความรุนแรงในบริเวณนั้น
ซึ่ง(ว่ากันว่า)ถ้ามีเสียงกระสุนดังขึ้นเมื่อไหร่
เขตแดนแคชเมียร์จะปิดทันที!

การเดินทางไป ‘สวรรค์บนดิน’ จึงไม่ง่าย
และใช่ว่า คิดอยากจะไป ก็จะได้ไปถึง

เป็นเรื่องของเหตุการณ์ ‘เฉพาะหน้า’
เป็นเรื่องที่ต้องไปลุ้นกันระหว่างทาง
แต่ถ้าคิดว่าจะไปไม่ถึง ก็คงล้มเลิกความคิดที่จะออกเดินทาง
บางที คงต้องออกเดินทางไปก่อน
อยากไปถึง แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร
เพราะว่าเมื่อได้เก็บกระเป๋าออกจากบ้านก็เท่ากับว่าได้ออกเดินทางแล้ว

บางทีก็ไม่ต้องไปถึง สวรรค์
แค่คิดจะไป สวรรค์ ก็มันส์แล้ว

ล่ำลากันชั่วคราวครับ
จะเดินทางไปสวรรค์ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะไปถึงไหม
กลับมาอีกทีกลางเดือนหน้า
ถึงตอนนั้น คาดว่าจะได้รู้แล้วว่า ‘ชีวิตหลังแคชเมียร์’ เป็นอย่างไร?
คงรู้…ถ้า ‘สามารถ’ ไปถึงแคชเมียร์

Kashmir, if I can.

โลมา: เราไม่ได้รักกันที่เงิน

พฤศจิกายน 18, 2006

1.
ไปดู ‘โลมา’ มาครับ!
‘โลมา’ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บังเอิญยังอยู่ในทะเล
ก็เลยถูกเหมาว่าเป็น ‘ปลา’ แต่จริงๆ แล้วมิใช่ มิช่าย…
‘โลมา’ ก็คือ ‘โลมา’ อย่ามาหาว่าโลมาเป็นปลาเด็ดขาด
เพราะ ‘โลมา’ เป็นสัตว์น้ำเพื่อนๆ กับ ‘วาฬ’ และ ‘พยูน’
สังเกตได้จากครีบหาง ซึ่งจะไม่ได้ตั้งฉากกับผิวน้ำเหมือนบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ปลา’
แต่จะวางตัวขนานไปกับผิวน้ำ ทั้งนี้ก็เพราะสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้
หายใจด้วยจมูก หรือ รู ที่อยู่เหนือหัวมันนั่นเอง มันจึงต้องใช้ครีบหางสะบัดขึ้นลงเหมือนนักว่ายน้ำ
เวลาว่ายท่าผีเสื้อ (ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไม่ไม่เรียกท่านี้ว่า ‘ท่าพยูน’ มันเหมือนผีเสื้อตรงไหน?)
เพื่อที่จะทะลึ่งตัวขึ้นมาหายใจโดยใช้รู(จมูก)ที่อยู่เหนือกบาลมันสูดออกซิเจนเข้าไป
และพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

จริงๆ แล้วตามตำราเขาบอกว่า มันหายใจด้วยปอด
แต่เราคิดว่า ไอ้รูที่เจาะอยู่บนหัวของมันก็น่าจะอนุโลมเรียก ‘จมูก’ ได้
ไอ้ครั้นจะเรียกว่า ‘รูปอด’ ก็ฟังดูเหมือนเป็นโลมาขี้ยาปอดทะลุยังไงก็ไม่รู้
เอาเถอะ! จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้หายใจด้วย ‘เหงือก’
เหมือนบรรดาปลาๆ เป็นแน่

2.
โลมา อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เหลือเชื่อ!
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางไปถึง ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
บ้านของโลมาอยู่ที่นั่น-ที่ปากอ่าว บริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเล
ที่ที่ว่ากันว่า ปลาชุม!

3.
มีโอกาสไปเป็นส่วนหนึ่งในกองถ่ายรายการ TK Teen ทางช่องสิบเอ็ด
(รายการนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ TK Park-อุทยานการเรียนรู้)
ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่ไปกับรายการทีวี ทำให้มีโอกาสรับฟังข้อมูลดีดีจากคุณลุงคนขับเรือ

“เจ้าหน้าที่รัฐพยายามชักชวนให้ชาวบ้านรักโลมา และพยายามรักษาเค้าไว้
โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีโลมาเยอะๆ ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เยอะ และจะได้
มีเงินไหลมาเทมายังชุมชนของพวกเรา”

ลุงหยุดหายใจ เหมือนโลมาโงหัวขึ้นมาสูดอากาศ

“แต่ชาวบ้านเค้าไม่สนกันหรอก โอย…นักท่องเที่ยวจะมีมากันซักกี่คน
เราไม่ได้รักพวกเค้า(โลมา)เพราะว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาดู แต่พวกเราชาวประมง
รู้ดีว่าพวกเค้า(โลมา)สำคัญกับพวกเรา ถ้าช่วงไหนไม่มีโลมา
พวกเราก็เตรียมตัวแย่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีโลมาก็แปลว่าช่วงนั้นปลาไม่มี
แต่ถ้าช่วงไหนพวกเค้ามากันเยอะ ก็แปลว่าหน้านั้นปลาชุม”

“ถ้าไม่มีโลมา พวกเราออกหาปลากันยาก เพราะไม่รู้ว่าปลาไปอยู่กันที่ไหน
แต่ถ้ามีฝูงโลมาล่ะก็ไม่เคยพลาด ตรงไหนที่พวกเค้าว่ายวนกัน
วางแหไปล่ะก็ได้ปลาเยอะ ไม่เคยพลาดเลย”

“เพราะอย่างนี้ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครทำร้ายเค้าเลย ใครทำร้ายใครฆ่าโลมา
ต้องมีอันเป็นไป ไม่มีเจริญซักราย เคยมีคนนึงดักปลาไว้ได้เยอะเลย
แล้วไปทำร้ายเค้าเข้า ปรากฏว่าแหที่วางไว้โดนกัดเป็นรู ปลาออกไปหมดเลย
วันนั้นไม่ได้อะไรกลับบ้าน”

“หรือมีคนไปฆ่าโลมา ตอนนี้ชีวิตก็ไม่เจริญเลย”

“ปกติ โลมาไม่ดุร้าย ไม่เคยทำร้ายคน ก็แปลกดี เวลาคนทำร้ายเค้า เค้าก็เอาคืน”

คุณลุงเล่าเรื่องให้ฟังระหว่างที่เรือกำลังวิ่งขนานไปกับฝูงโลมาน่ารักน่าชัง
ที่กำลังกระโดดบ้าง ทะลึ่งตัวหายใจขึ้นมาบ้าง สลับกันไป
เสียงฟืดฟาดของลมหายใจแห่งชีวิตดังก้องเหนือผิวน้ำ

“ที่เห็นกระโดดตัวลอยนั่น แปลว่ากำลังจะผสมพันธุ์ ว่ายเฉยๆ ไม่ทันตัวเมีย
ก็เลยต้องอาศัยกระโดดไล่เอา” ลุงพูดแล้วยิ้มกว้าง

“วันนี้โชคดีนะ โลมาเยอะมากๆ ลุงไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้เลย”

คนในทีมงานพูดขึ้นมาว่า
“หรือโลมามันก็โผล่ขึ้นมาดูพวกเราเหมือนกัน เฮ้ย! คนเว้ย คนมา”

4.
เห็นน่ารักๆ แบบนี้ แต่ในระบบห่วงโซ่อาหาร โลมาถือเป็นผู้บริโภคระดับบน
กินปลา(ดุก)เป็นอาหาร ช่วยควบคุมประชากรปลาเล็กๆ และกำจัดปลาที่อ่อนแอ
ไม่ให้มีโอกาสสืบสายพันธุ์ต่อไป เหมือนเสือกินกวางเพื่อรักษาสมดุลป่า
โลมากินปลาเล็กๆ ก็เพื่อรักษาสมดุลให้กับท้องทะเล และมันก็ต้องพลีกาย
ตกเป็นอาหารของนักล่าที่ใหญ่และดุกว่าต่อไป อย่าง ฉลาม
เป็นการส่งถ่ายพลังงานกันเป็นทอดๆ (ไม่ได้หมายถึงโลมาทอด!)

5.
โลมา จึงไม่ได้ดำรงอยู่บนโลกเพื่ออวดความน่ารักของเรือนร่างให้คนมามุงดู
และเพื่อให้คนที่มามุงดูนั้น ขนเงินมาใช้ถมทะเลใสๆ ให้เอ่อล้นไปด้วย ‘รายได้’
แต่ความน่ารักของโลมาอยู่ตรงที่มัน(เค้า)เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นเพื่อนกับชาวบ้านชาวประมง และเป็นหนึ่งเดียวกับ
ชีวิตหลากหลายในท้องทะเล ที่ต่างทำหน้าที่ให้ทุกชีวิตเกิดความสมดุล
มิตินี้ต่างหากที่ทำให้โลมา น่า ‘รัก’ — น่าที่จะรัก

หลายครั้งหลายหน ที่ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้รักการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เสียเต็มประดา พยายามส่งเสริมชุมชนให้พัฒนา หรือมีโครงการนำรายได้เข้าสู่ชุมชน
โดยมองการพัฒนาจากระยะไกล จากภายนอก เป็นมุมมองจากนอกสู่ใน
โดยไม่ได้ลงไปสัมผัสชีวิต ความคิด และความเชื่อของคนในชุมชน
และผลก็มักจะเป็นเช่นนี้ นี่ก็อีกหนึ่งโครงการที่พยายาม ‘แปลงโลมาให้เป็นทุน’

มองโลมาราวกับสิ่งไม่มีชีวิต และไม่มีการเชื่อมโยงกับชีวิตรอบๆ ตัวโลมา
ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างทุกชีวิตในโลกใบนี้ล้วนมีความหมายในการดำรงอยู่
มีความหมายตรงที่เราต่างดำรงอยู่เพื่อสิ่งอื่น เพื่อคนอื่น
ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราล้วนเชื่อมโยงกับชีวิตอื่นทั้งสิ้น

การไม่มีโลมา ย่อมกระทบกับอีกหลายชีวิต
และผลกระทบนั้นย่อมรุนแรงกว่าแค่การขาดรายได้!

โลมาจึงควรเป็นโลมา และไม่มีใครควรใช้อภินิหารไปแปลงโลมาให้เป็นทุน!

โดยปกติ เราไม่ได้พิสมัยโลมามากมายอะไรไปกว่าลูกหมาน่ารักๆ ตัวหนึ่ง
และหากเรามองโลมาจากจอทีวี หรือบนเวทีการแสดงในสวนสัตว์สมัยใหม่
ก็คงไม่ได้คลั่งไคล้อะไรมากไปกว่าการยิ้มหรือตบมือให้ในความแสนรู้ของมัน

แต่วันนี้ ที่ทะเล
เรากลับเห็นว่าโลมาน่ารักมาก
น่ารักกว่าคนอีกหลายคนที่หายใจด้วยปอดเหมือนมัน
แต่ดันหายใจเข้า-ออกเป็นเงิน.

Fat Festival 6: ความฝัน ความสด และประสบการณ์

พฤศจิกายน 11, 2006

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหกปีแล้วหรือ?
จากงานแฟตฯ ครั้งแรกที่จัดขึ้นที่โรงงานยาสูบ
ร้อนตับแทบแตก อบ+อ้าว พอๆ กับที่อบอุ่น
มาจนถึงยุคนี้ที่อพยพหนีร้อนมาพึ่งแอร์ที่ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี

หกปีมาแล้วสินะ
ที่เรายกพลพรรคไปนั่งขายหนังสือทำ(เองกับ)มือ
เอาไปวางแผ่แบหลายั่วยวนสายตาบรรดาเด็กแนวนั้นแนวนี้
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ได้นำ ‘ผลงาน’ ออกสู่สายตาประชาชี
และรู้สึกดีเมื่อมีคนมาพูดคุย ถึง ‘ผลงาน’ ของพวกเรา

หกปีมาแล้วสินะ
ที่หัวข้อสนทนาของพวกเราและลูกค้าที่มานั่งคุยด้วย
วนเวียนอยู่ในกลุ่มคำที่มีหัวข้อใหญ่ว่า ‘ความฝัน’
จำได้ดีว่ามีน้องเด็กชลบุรีคนนึงมานั่งบ่นเพลงฮิปฮอปให้ฟัง
เจ๋งไม่หยอกเลย เราสนับสนุนให้น้องทำเดโม แล้วส่งไปตามค่ายเพลง
น้องบอกว่าน้องอยากทำมาก แต่ยังไม่กล้า
จำได้ว่าคุยกับน้องไปว่า ที่ร้องมาน่ะเจ๋งมากแล้วนะ
แล้วก็ช่วยๆ กันอธิบายไปประสารุ่นพี่ผู้มีความฝันกะเค้าเหมือนกัน ว่า
“อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ หากรอทำได้ดีก็ไม่ได้ทำกันพอดี
ทำทำไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ทำซะเลยก็คงอยู่กับที่
และไม่มีอะไรออกมา”

จำประโยคเท่ปนมั่วของไอ้น้ำได้
“พี่อยากกวาดบ้านก็หยิบไม้กวาดขึ้นมากวาด
อยากทำหนังสือกันก็ลงมือทำกันเลย”
ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้กวาดบ้านกับการทำหนังสือมันเกี่ยวกันยังไง?

ป่านนี้ไม่รู้น้องฮิปฮอปคนนั้นไปกวาดบ้านอยู่แถวไหน?

งานแฟตฯ เป็นงานที่ไปแล้วเกิดสองความรู้สึกอย่างแน่นอน
(ส่วนความรู้สึกสาม-สี่-ห้า…คงมีอีก แต่ไม่แน่เท่าสองความรู้สึกนี้)
หนึ่ง, คือรู้สึกมีไฟ ด้วยก้อนความฝันมักจะลอยคลุ้งในงาน
สอง, คืออิจฉา! อิจฉาช่วงวันวัยที่ความฝันกำลังลุกโชน(ของน้องๆ)

บรรยากาศในงานแฟตฯ ไม่ว่าจะจัดที่ไหน ก็ร้อนอยู่ดี
ร้อนด้วยไฟฝันของคนในงาน ทั้งคนที่อยู่บนเวที ล่างเวที ข้างเวที
คนที่เอา ‘ของ’ มาขาย คนที่มาเดินดู ‘ของ’ ของคนอื่น

เห็นแววตาหลายคู่ที่ขายเพลงของตัวเอง, หนังสือทำมือของตัวเอง,
รูปถ่ายโปสการ์ดของตัวเอง, สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากไอเดียของตัวเอง
ในนั้นบรรจุความฝันและความหวังเอาไว้มิใช่น้อย

รวมถึงรอยยิ้มตาหยี
เมื่อ ‘ของ’ ของพวกเค้า ถูกเราถือติดไม้ติดมือกลับบ้าน
ดีใจที่ได้ปล่อย ‘ของ’

จากวันนั้นถึงวันนี้ น่าจะนับได้หนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี
นับจากวันที่ได้รู้จักกับวงดนตรีที่เล่นดนตรีได้มันส์โคตร!!
เพลงก็มีซุ้มเสียงสำเนียงที่น่าสนใจและน่าสะใจ
หากจะมีข้อเสียสักอย่าง ก็เห็นจะเป็นหน้าตา
หน้าตาที่หล่อเกินเหตุของทุกคนในวง
ไอ้ครั้นจะชอบก็เลยไม่ชอบเต็มที่
เพราะมันช่างหล่อเกินหน้าเกินตาเหลือเกิน!
SLUR คือ ชื่อของวงดนตรีวงนั้น

ได้ไปแอบยืนดูและกลั้นใจไม่กระโดดที่ใต้ถุนตึก
คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในงานลอยกระทง

หนึ่งปีผ่านไวเหมือนโกหก…
วันนี้ SLUR อยู่ท่ามกลางแสงไฟบนเวที
กระหึ่มล้อมด้วยเสียงกรี๊ดจากสาวๆ
เราว่าพวกเขาเท่ขึ้นเป็นกอง! (แหม…ก็แต่งตัวกันซะ)

อีกครั้งที่ต้องกลั้นใจ เอ้ย! กลั้นขาไม่ให้กระโดด
และกลั้นปากไม่ให้ส่งเสียงกรี๊ดความหล่อ-กลัวสาวๆ แถวนั้นหันมาตบ!
SLUR เล่นในมันส์สมกับที่เฝ้ารอ (ไปวันนี้เพื่อดู SLUR)

รู้ทั้งรู้ว่า SLUR ออกอัลบั้มมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่เพิ่งซื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อจะมาฝึกฟังให้คุ้นหู
จะได้ดูคอนเสิร์ตสนุกขึ้น และก็สนุกอย่างที่หมายไว้

สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นแต่ไม่ได้เห็น
คือ ท่ากระทืบเท้าเข้าจังหวะเพลงของพวกเขา
ซึ่งเราว่าแม่งโคตรเท่เลย!
แต่คราวนี้ท่วงท่าเท่ๆ อันพร้อมเพรียงนั้นไม่มีให้เห็น!

แต่บุคลิกหนึ่งที่ SLUR คงไว้
คือความพูดน้อย อัดอัดอัดอัดอัด ห้า-หกเพลงติด แล้ววิ่งลงเวที
ปล่อยให้คนดูอารมณ์ค้างอยากเอาอีก อยากฟังอีก อยู่อย่างนั้น
เอาเป็นว่าวันนี้พวกเขาเล่นได้ประทับใจ
แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากวันนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อน-คือ ความสด

ราศีแห่งความเป็น STAR จับ SLUR อย่างไม่มีคำถาม
เสียงกรี๊ดแสนหวานเหล่านั้นเป็นพยานได้อย่างดี
สำหรับคนที่เพิ่งดูพวกเขาแสดงสดครั้งแรก ต้องนับว่าพวกเขากำลังสดใหม่
หลายเสียงบอกกันว่า กำลังมาแรง!

แต่เราอดคิดไม่ได้ว่า หนึ่งปีที่ SLUR ได้ซุ่มซ้อมอยู่กับบทเพลงเหล่านี้
จนช่ำชองนั้น น่าจะทำให้พวกเขา ‘คล่อง’ และเริ่มจับแบบแผนการเล่นได้
ต่างจากเมื่อตอนหนึ่งปีที่แล้วที่พวกเขายังดูไม่มีประสบการณ์ช่ำชองขนาดนี้

มือเบสของวงพูดใส่ไมโครโฟนว่า
“ปีที่แล้วพวกเรามาเล่นในงานแฟตฯ เหมือนกัน มีใครไปดูบ้างมั้ยครับ?”
ไม่กี่มือถูกชูขึ้นเหนือหัว แน่นอน, เมื่อปีก่อนพวกเขาเล่นบนเวทีเล็ก

อดภูมิใจแทนพวกเขาไม่ได้ที่มีพัฒนาความฝันที่กระโดดเด้งเช่นนี้

เราเดินไปเวทีอเวจี
ไปดูไอ้ตุ๋ย(เพื่อนสนิท)ตีกลองให้วงรุ่นน้องที่คณะ
อเวจีเป็นเวทีของวงที่ยังไม่ผุดไม่เกิด รอจะ ‘เกิด’ อยู่
คนดูนั่งกันกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าปีที่แล้วเวทีที่ SLUR เล่น
สถานการณ์เป็นเช่นนี้รึเปล่า?

วงรุ่นน้องที่มีมือกลองเป็นเพื่อนเรา เล่นสนุกไม่หยอก
ที่ตลกคือมันเอาเพลง เซนต์เซย่า มาเล่นด้วย!
มันร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่เชื่อว่าพวกมันเองก็คงฟังไม่ออก
แต่ได้อารมณ์สุดๆ

ปีหน้าพวกนี้จะได้ ‘เกิด’ กันรึเปล่าก็ไม่รู้?

ในหมู่ก้อนความฝันที่ล่องลอยอยู่ทั่วบริเวณงานแฟตฯ
คงมีหลายก้อนที่ถูกปั้นให้กลั่นตัวลงเป็นหยดฝนของผลงานจริง
อันฉ่ำชุ่มชื่นใจ ในขณะที่คงมีอีกมากมายที่สลายระเหยไป
เป็นไอน้ำ เหลือเพียงความทรงจำจางๆ ของความฝัน
ว่าครั้งหนึ่งเคยอยากทำอยากเป็นอะไร และได้ลองทำไปแค่ไหนกัน

เหลือไว้ให้คิดถึง

ใครบางคนพูดว่า
“ความฝันเป็นสิ่งประหลาด พอเราไปถึงมันก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”
ใช่-เมื่อเราพิชิตความฝันได้ มันก็กลายเป็นความจริง

ใครอีกคนบอกไว้
“การพิชิตความฝันเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ
การประคับประคองความฝันเอาไว้ให้ได้ หลังจากพิชิตมันได้แล้ว”
เป็นอีกมุมหนึ่ง สมมุติว่ามันไม่หายไป ก็ต้องทำมันต่อไปให้ดี

ในวัยแห่งความฝัน เป็นวัยที่แต่ละคนมี ‘ความสด’
หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่าน ความสดจะหายไป
และสิ่งที่จะมาทดแทนคือ ‘ประสบการณ์’
เรียกอีกอย่างว่า ‘ความเก๋า’

ในความสดมีข้อผิดพลาด แต่มันส์โคตร
ขณะที่ความเก๋าผืดพลาดน้อย สมบูรณ์ขึ้น แต่สดน้อยลง

ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก
หากแต่คือสิ่งที่ต้องเป็นไป

แต่ใครบอกว่า วัยแห่งความฝัน มีอายุขัย?
ไม่จริงเลย

ขณะเดินอยู่ในงาน
เจอพี่ที่รู้จักกันแนะนำเพลงให้ฟังอัลบั้มนึง
เป็นเพลงที่สดมาก ฟังแล้วชอบตั้งแต่แรกได้ยิน
ตัดสินใจควักเงินซื้อ กลับมาฟังต่อที่บ้าน
พี่ชายเอ่ยปากถามว่า “เอาลายเซ็นด้วยมั้ย?”
“อ้าว! เพลงของพี่เหรอครับ?”
พี่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม และแววตาเป็นประกาย
เป็นรอยยิ้มเดียวกันกับรอยยิ้มของพวกเราเมื่อหกปีที่แล้ว
เป็นแววตาเดียวกันกับน้องๆ ที่ได้ปล่อย ‘ของ’

พี่ชายคนนี้อายุสามสิบห้า.

กระทงหลงทาง?

พฤศจิกายน 6, 2006

November 06
บันทึกเล็กๆ หลังจากกลับมาจากงานลอยกระทงที่จุฬาฯ

ไปทุกปี และทุกปีก็เหมือนเดิม อะไรเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังอยู่ตรงนั้น
ซุ้มเล่นเกมกี่แบบกี่แบบ ก็ไม่เปลี่ยนจากเดิม
เวทีแสดงดนตรีเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังกึกก้องส่ายสะโพกโยกหัวกันที่เดิม
ขบวนแห่นางนพมาศ เคยแบกหามกันอย่างไร ก็ยังแบกกันอย่างนั้น
ภาพกระทงและซากกระทงเกลื่อนสระน้ำหน้าจุฬาฯ ไม่ต่างจากเดิมแม้แต่น้อย
เวลาผ่านเฉียดสิบปี…ทุกอย่างคงที่…มีแต่ตัวเราเองที่เปลี่ยน

บรรยากาศคลับคล้ายละม้ายเสมือนเมื่อสมัยวัยยังละอ่อน
มีแต่ตัวละครรุ่นใหม่ที่ผลัดขึ้นมารับบทบาทที่รุ่นพี่เคยเล่นไว้
ซึ่งก็เล่นได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง สนุกสนานมีสีสันเมามัน-พอกัน

เหมือนหยุดเวลาไว้
เมื่อแท็กซี่มาจอดหน้า จุฬาฯ ในงานวันลอยกระทง
ก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งไทม์แมชชีนของโดเรมอนมาโผล่ในอดีต
ต่างกันก็แค่สาวๆ ยุคนี้เค้าแต่งตัวกันชวนมองขึ้น
แฟชั่นกางเกงขาสั้นอวดเรียวขา รวมถึงเสื้ออวดหัวไหล่นั้น
ทำให้พระจันทร์นวลๆ เต็มดวงบนฟ้าหมองลงไปบ้างเหมือนกัน
(สังเกตดูแล้ว ไม่ค่อยมีหนุ่มไหนชม้ายชายตาไปแลจันทร์
เห็นแต่หันรีหันขวางมองหน้าน้องๆ ที่ลอยเด่นเต็มดวงตามทางเดินซะมากกว่า)

งานลอยกระทง น่าจะเป็นอีกโอกาสที่หนุ่ม-สาวได้เอาหน้ามาให้อีกฝ่ายมอง
แน่นอน-นั่นย่อมหมายถึง หลังจากได้สักการะรำลึกบุญคุณพระแม่คงคา
กันเป็นที่เรียบร้อย — รำลึกบุญคุณของน้ำ และแม่น้ำ

แต่คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตห่างไกลแม่น้ำกันมากขึ้นทุกที
เราเลิกเป็นลูกน้ำ และคงไม่ค่อยได้คิดว่าตัวเองมีแม่เป็นน้ำอีกต่อไป
ความเชื่อมโยงระหว่างเรากับแม่น้ำ
น่าจะต้องใช้เวลานั่งก่ายหน้าผากคิดกันนานพอดู

จึงสังเกตเห็นคนลอยกระทงเพื่อตัวเองเสียมากกว่า
ไม่ได้คิดถึงแม่น้ำอีกต่อไปแล้ว

บ้างลอยเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการลอยความทุกข์ในใจไปกับสายน้ำ
บ้างลอยเพื่ออธิษฐานขอพรจากพระแม่คงคา
(บางคนจรดกระทงเหนือศีรษะนานมาก!)

นอกจากนั้น เรายังสามารถดูคนจากกระทงที่ลอย และพฤติกรรมในการลอยได้อีกด้วย
ไม่ต้องนับหลักการพื้นฐานอย่างการเลือกโฟมหรือวัสดุธรรมชาติ (ต้นกล้วยและใบตอง)
ยุคนี้คงหาคนใช้โฟมได้ยากเต็มที และเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยของกระทงขนมปัง
(อันนี้น่าสนใจ เดี๋ยวเราจะมาว่ากันต่อ)

บางคนเลือกกระทงที่สวยงาม และราคาแพง
เพราะหวังว่ากระทงอย่างดี จะช่วยให้ชีวีเจิดจรัส
อันนี้น่าคิด ศิลปะในการทำกระทงเป็นเรื่องน่าศึกษาและน่ารักน่ารู้
เชื่อว่าคนไทยโบราณที่มีชีวิตความเป็นอยู่ผูกติดกับแม่น้ำ
(และมีเวลาว่างมากกว่าสมัยนี้)
นั่งประดิษฐ์กระทงสวยๆ ขึ้นจากดอกไม้ ใบไม้นานาชนิด
หนึ่งก็เพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เห็นของสวยงามจากฝีมือตัวเอง
อีกหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะต้องการทำสุดฝีมือเพื่อแสดงความเคารพพระแม่คงคา

การทำเอง กับ ซื้อของที่คนอื่นทำ
น่าจะมีความต่างบางอย่างในวัตถุประสงค์
และยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเห็นหลายคนให้ความสำคัญกับ
ระยะทางในการลอย (ใกล้-ไกล) ของกระทงของตัวเองเอามากๆ

ด้วยเชื่อว่า ระยะทางนั้นเป็นการบอกใบ้อนาคต
ยิ่งกระทงลอยไปไกล อนาคตยิ่งไกล

คล้ายๆ กับการลุ้นว่าเทียนในกระทงจะดับหรือไม่ดับ
ถ้าสุกไสว อนาคตก็คงโชติช่วง
(ระหว่างนั่งมอง หลายกระทงที่ไฟแรงก็ลุกไหม้อยู่กลางน้ำ)

ความเชื่อ(เกี่ยวกับตัวเอง)เหล่านี้
เชื่อเอาสนุก หรือ ลุ้นเทียนดับ ลุ้นกระทงลอยไกล กันหนุกๆ
ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

แต่ถ้าลองนึกถึงคนที่เลือกที่จะเอาธูปเทียนปักลงบนต้นกล้วยเกลี้ยงๆ
หรือคนที่เลือกกระทงขนมปังมาลอย ก็น่าจะคิดอะไรต่อไปได้
คิดอะไรต่อไป ถึง ความหมายของกระทง

กระทงของคุณ คืออะไร?

กระทงของใครความหมายก็คงต่างกัน
ก่อนลอยกระทง เราเองก็น่าจะมีเหตุผลในการลอย
เพราะหากจะลอยกระทงยังไม่มีเหตุผล
ไอ้อนาคตที่ห่วงนักห่วงหนา ก็คงไม่มีทิศทางพอกัน!

เราค่อนข้างชอบคนที่เอากระทงขนมปังมาลอย
เพราะเราเห็นปลาในสระน้ำจุฬาฯ สวาปามกันอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่ใช่แค่ว่ามันไม่มีซากให้รำคาญใจ
แต่เราเชื่อว่า คนที่เลือกกระทงขนมปัง-คิดก่อนซื้อ
(คิดอะไรคงเป็นเรื่องของเค้า เราไม่รู้หรอก)
แต่เดาว่ามีบางคนคิดแบบนี้…
คิดว่า การลอยกระทงคือการแบ่งปัน
ไม่ได้ลอยเพื่อตัวเองถ่ายเดียว แต่ลอยเพื่อผู้อื่น(ปลา)ด้วย
นอกจากนั้น ยังไม่คิดว่ากระทงของฉันจะต้องลอยเด่นเท้งเต้ง
อยู่ในน้ำตลอดคืน ตื่นมาดูพรุ่งนี้ก็ยังสวยงามอยู่
เปล่า-เขารู้ดีว่า เมื่อลอยแล้ว มันย่อมสลายและหายไป

เช่นกันกับเทียนอันสว่างไสว
หากทุกคนมีเวลามากพอที่จะนั่งดูต่อจนจบ
ย่อมจะได้เห็นว่า เทียนอันเปรียบเสมือนอนาคตของตัวเอง
สุดท้ายก็ดับสนิทไป เหมือนไม่เคยสว่าง
เป็นอย่างนี้ทุกกระทง – เป็นอย่างนี้ทุกราย

หากกระทงคือการใช้ชีวิต
สุดท้ายก็สลาย สุดท้ายก็ดับลง
เราคงอยากใช้ชีวิตแบบกระทงขนมปัง
เพราะก่อนจะหายตัวไปจากโลกและสายน้ำ
เรายังได้เห็นรอยยิ้มของปลา
และเผลอๆ อาจได้เห็นรอยยิ้มของพระแม่คงคา
เป็นของแถม.