Archive for the '07: ฯลฯ' Category

เก็บ

กุมภาพันธ์ 6, 2007

เก็บความทรงจำดีๆ กลับบ้าน
เก็บรอยยิ้มหน้าบานๆ ใส่กระเป๋า
เก็บเสียงหัวเราะทั้งดังทั้งเบา
เก็บไว้ในกบาลเรา เอาไว้เขย่ายามเหงากบาล

เก็บความหวังดีกองใหญ่
เก็บรอยยิ้มจริงใจมากโข
เก็บความตั้งใจของพี่น้องที่จัดงานเสียใหญ่โต
เก็บไว้ ไม่ได้เก็บไว้โม้ แต่เก็บเอาไว้จำ

เก็บน้ำใจของผู้ที่มานั่ง
เก็บน้ำคำดีๆ ที่หยิบยื่นให้
เก็บน้ำมิตรจิตมิตรใจ
เก็บเอาไว้หยิบยื่นคืนบ้างเมื่อถึงเวลา

เก็บของฝากที่ระลึกเล็กๆ
เก็บความรู้สึกกับมันใหญ่ๆ
เก็บสิ่งทำมือที่ติดกาวยี่ห้อน้ำใจ
เก็บเอาไว้อย่างตั้งใจเท่ากับคนทำ

เก็บความกรุณาของพี่ๆ
เก็บไว้อย่างดีเพื่อระลึกถึง
เก็บมาเก็บไป เอ๊ะ เหมือนจะเก็บมากไปนิดนึง
แต่ความทรงจำไม่ใช่ต้นตำลึง
เก็บไว้เยอะนิดนึงก็ไม่เน่าไม่เฉาไม่เสียดาย.

ขอบคุณทุกคนที่ไปงานเปิดตัวหนังสือในวันนี้ครับ
และขอบคุณคนที่ฝากเพื่อนๆ ไปแทนด้วยครับ
เป็นวันที่ดีวันหนึ่งครับ.

Advertisements

สงสัยว่าเป็น ฟลาเนอร์

มกราคม 18, 2007

1.
ก็เหมือนกับ ‘ฟลาเนอร์’ น่ะแหละ
เราเริ่มต้นเขียนบล็อกวันนี้ด้วยการเดินเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย

“ความตื่นเต้นเกิดจากการเดินทางที่ยาวนานและไร้จุดหมาย
ไปตามท้องถนน ด้วยแต่ละก้าวของการเดินนั้นก่อให้เกิดแรงดึงดูด
และถึงแม้จะอ่อนแรง แต่ความเย้ายวนของร้านค้า ร้านอาหาร
รอยยิ้มของผู้คนและหญิงสาว(รวมไปถึงชายหนุ่ม)
แม้กระทั่งหัวมุมของถนนสายถัดไป รวมทั้งชื่อของถนนต่างๆ
เป็นแรงดึงดูดให้พวกเขาก้าวเดินไปเรื่อยๆ”

นั่นคือบุคลิกบางประการของ ‘ฟลาเนอร์’
และก็อาจจะเป็นบางบุคลิกของเราเวลาอยู่ต่างเมือง

2.
ฟลาเนอร์ (flaneur) หมายถึง คนที่หลงใหลในเมือง
ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยเวลาว่างและใช้เวลาว่างในช่วงพักจากงานประจำ
เพื่อที่จะเดินเล่นโดยไม่มีจุดหมาย เนื่องจากการมีจุดมุ่งหมาย
และตารางเวลาที่แน่นอนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นฟลาเนอร์

เริ่มเห็นภาพอันล่องลอยของฟลาเนอร์บ้างแล้ว

ฟลาเนอร์ที่สมบูรณ์แบบหรือสำหรับผู้ที่หลงใหลในการเฝ้ามองแล้ว
ความพึงพอใจอย่างแรงกล้าได้แก่ การมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง
ความแตกต่างหลากหลายที่มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหว

ความสุข คือ การได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวอันหลากหลาย

ถึงแม้คุณไม่ได้อยู่ที่บ้านแต่คุณรู้สึกเสมือนอยู่บ้าน
ในทุกที่ที่คุณไป คุณพบกับผู้คน และอยู่ ณ ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง
แต่ในขณะเดียวกับที่ตัวคุณนั้นยังคงแยกตัวออกจากผู้อื่น

อยู่ท่ามกลาง ทว่าแยกตัว เหมือนโดดเดี่ยว แต่ก็เข้าร่วม

ฟลาเนอร์จะปฏิเสธการรับรู้สิ่งต่างๆ
หรือการพบปะผู้คนด้วยคุณค่าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

เป็นพวกชอบใฝ่หาประสบการณ์มากกว่าที่จะเป็นการหาความรู้
ซึ่งมักจบลงด้วยการตีความ-และแทนที่ด้วยความรู้

สำหรับฟลาเนอร์แล้ว ประสบการณ์ยังคงบริสุทธิ์
ไม่มีผลประโยชน์ และดิบ
(ต่างจาก ‘ความรู้’ ที่มักถูกสร้างขึ้นมาจากผู้มีอำนาจ
และมักจะปรุง+แต่งมาเรียบร้อยแล้ว)

ประสบการณ์ได้สร้างพลังของความเข้าใจต่อความแตกต่าง
และความไม่เป็นแก่นสารของเมือง พวกเขาจะสร้างความหมายใหม่
ต่อความสับสน ข่าวลือ และความประหลาดใจ รวมทั้งพฤติกรรมที่
เบี่ยงแบนและวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่

ไป ‘ประสบ’ กับ ‘การณ์’ ต่างๆ ด้วยตัวเอง
ตีความเอง สร้างความหมายและความรู้เอง ท่ามกลางความสับสน

บางส่วนคัดมาจาก หนังสือ โพสต์โมเดิร์นทางเลือก มุมมองของเอเชีย
โดย วิลเลียม ลิม พิมพ์โดย art4d กับ ม.ธ.

3.
อ่านแล้วนึกถึง ‘อารมณ์’ ของตัวเองตอนที่ไปเดินเรื่อยเปื่อย
ในต่างแดน ในวันที่ไม่มีงานการกองท่วมหัว ในวันที่ไม่มีอะไรให้คิด
ลำพังแค่ ‘หัวมุมของถนนสายถัดไป’ ก็มีแรงดึงดูดอย่างประหลาด

ดูเหมือนว่าจะมี ‘การณ์’ ใหม่ๆ รอให้ ‘ประสบ’ อยู่ทุกแยก
ทุกก้าวจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น

กลับมาที่บ้าน-ในมหานครกรุงเทพฯ
พฤติกรรม ‘เรื่อยเปื่อย’ ในวันไร้การงานก็ไม่ต่างกันนัก
หากแต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปซะทั้งหมด

เสาร์-อาทิตย์ ทีไร ต้องมานั่งตอบคำถามง่ายๆ
ที่ตอบตัวเองไม่ค่อยได้ว่า จะออกไปไหนดี?

ถึงแม้ ‘หัวมุมของถนนสายถัดไป’ จะไม่มีอะไรดึงดูดใจนักหนา
เพราะเห็นผ่านตามาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็คงยังขับรถออกจากบ้านเสมอ
ถ้าไม่มีจุดหมาย สุดท้ายมักจะจบลงแถวๆ สยามฯ
สแควร์, เซ็นเตอร์, พารากอน เลยไปถึงเซ็นทรัลเวิลด์
บางทีก็เป็นอัตโนมัติเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้

เอาตัวเองไปอยู่สถานที่ชุมนุมชน
เหมือนอยู่ปะปนกับเค้า แต่ก็ไม่รู้จักกัน

หรือเราต่างเป็นฟลาเนอร์?
ผู้หลงใหลในการเฝ้ามอง
ไปมองเค้า ไปให้เค้ามองเรา?

แต่ถ้าในนิยามว่า ‘หลงใหล’ ในเมือง อันนั้นไม่น่าจะใช่
หากบอกว่า ‘หลง’ จนต้อง ‘ไหล’ อาจจะใช่กว่า

‘ไหล’ ไปเรื่อยเปื่อย
ไม่ค่อยได้เจอประสบการณ์ใหม่อะไรนักหนาหรอก
ยิ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจเมืองหรือได้ความรู้ใหม่
แบบที่หนังสือว่าไว้ ยิ่งไม่ค่อยจะมี
เป็นเพียงประสบการณ์ซ้ำๆ เจ็ดวันหน

เสาร์-อาทิตย์ เวียนมาทุกๆ เจ็ดวัน
ไปไหนกันบ้าง?
เรื่อยเปื่อยไหม?
ตกเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ เหมือนกันหรือเปล่า?

ลูกที่ถูกผลิต

มกราคม 16, 2007

1.
วันอาทิตย์ที่ผ่านมานอนอ่าน มติชน สุดสัปดาห์ อยู่กับบ้าน
ได้ความรู้จากคอลัมน์ ‘คลุกวงใน’ ของคุณพิษณุ นิลกลัด
คอลัมนิสต์ที่เขียนถึงอะไรก็ดูจะมีเกร็ดที่น่าสนใจไปเสียทุกครั้ง
คราวนี้คุณพิษณุเขียนหัวข้อ ‘2007 ปีแห่งการตั้งครรภ์’
เค้าเล่าว่า ปีที่เรากำลังหายใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าปอดอยู่นี้
จะเป็นปีที่ผู้หญิงจีนและผู้หญิงเกาหลีตั้งครรภ์มากที่สุดในรอบหลายสิบปี
เพราะปีนี้เป็น ‘ปีหมูทอง’ ที่ฝรั่งเรียกว่า Golden Pig Year

ซึ่งเจ้าปีหมูทองนี่ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ตามปฏิทินโหราศาสตร์บางตำราบอกว่า
หกสิบปี ปีหมูทองถึงจะเวียนมาหนหนึ่ง แต่บางตำราก็บอกว่าต้องหกร้อยปีโน่น!
ปีหมูทองจะเริ่มตั้งแต่วันที่สิบแปด กุมภาฯ ปีนี้ ไปสิ้นสุด สิบเจ็ด กุมภาฯ ปีหน้า
ใครอยากมีลูกเป็นหมู เอ๊ย! มีลูกในปีหมูทอง ก็ลองดู ยังพอมีเวลา
แต่สำหรับคนที่ยังหาผู้มาร่วมผลิตลูกหมูด้วยไม่ได้ ก็คงต้องรีบหน่อย
(แต่-อ๊ะๆ เดี๋ยวเราจะมีคำแนะนำตามมาสำหรับกรณีนี้)

คนสองประเทศที่ว่ามาเค้าเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดในปีหมูทอง
จะเป็นเด็กที่ประสพความสำเร็จ อนาคตร่ำรวย เพราะตามความเชื่อของเค้า
หมูเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์มั่งคั่ง ตรงข้ามกับทางฝั่งตะวันตก
ที่ชอบด่ากันว่า “ไอ้หมูสกปรก!”

ความที่อยากคลอดลูกในปีหมูทอง ทำให้ตอนนี้เตียงคลอดในโรงพยาบาล
ชั้นนำหลายแห่งในเกาหลีคิวเต็มยาวไปถึงกุมภาฯ ปีหน้า!
ส่วนคนท้องที่มีกำหนดคลอดก่อนวันที่สิบแปด กุมภาฯ ก็พยายามอั้นกันเต็มที่

เรื่องตลกอยู่ตรงที่ มีสามี-ภรรยาหลายคู่เลือกที่จะมีลูกในปีอื่น (อาจเป็นหมาทอง)
เพราะเป็นห่วงว่าเด็กที่เกิดมาในปีนี้จะมีจำนวนมาก และนำมาซึ่งการแก่งแย่ง
ตั้งแต่ที่เรียนไล่ไปจนถึงที่ทำงาน ก็ดูสิ ขนาดเตียงคลอดยังต้องแย่งกันเลย
คุณพิษณุยังบอกด้วยว่า คณะกรรมการวางแผนครอบครัวของนครเซี่ยงไฮ้
ได้ประเมินไว้แล้วว่า เด็กรุ่นปีหมูทองจะประสบปัญหาห้องเรียนแออัด
และหางานลำบากเมื่อโตขึ้น

แหม…ถึงดวงหมูทองจะแรง แต่พอเจอดวงหมูทองด้วยกัน
ก็ต้องฟาดฟันกันเหนื่อย

2.
อีกคอลัมน์ที่ให้ข้อมูลแปลกใหม่ทุกสัปดาห์ คือ ‘โลกหมุนเร็ว’
ของคุณเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง สัปดาห์นี้แกเขียนถึง ‘ลูก’ เหมือนกัน
แต่เป็น ‘ลูก’ แบบสั่งได้!

ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันนี้มีเด็กที่ไม่ได้เกิดจากความร่วมด้วยช่วยกันของพ่อแม่
แต่เกิดจากวิธีการที่เรียกว่า IVF หรือ in vitro fertilization ด้วยฝีมือของ
คุณหมอ พยาบาล และเทคนิเชียน รวมแล้วถึงสามล้านคน!

เดิมทีนั้น IVF มีไว้ใช้สำหรับแก้ปัญหาให้คู่สามี-ภรรยาที่ท่อทางเดินของไข่
จากรังไข่ไปยังมดลูกของภรรยามีปัญหา คุณหมอเลยเอาไข่กับสเปิร์ม
มาผสมกันนอกรังไข่เสียเลย

เดี๋ยวนี้จึงพัฒนามาสู่เทรนด์ของการมีลูกได้โดยไม่ต้องแต่งงาน
คนที่เป็นโสด, คนที่หาสามีไม่ได้, คนที่หาภรรยาไม่ได้, หาได้แต่ไม่ถูกใจ
หรือคนที่คิดว่าผู้ชายดีๆ ไม่มีในโลก, ผู้หญิงดีๆ เค้าก็ไม่แลเรา, หรือกระทั่งเกย์
ก็สามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องง้ออีกฝ่ายหนึ่งให้มาร่วมสร้างสรรค์
จึงเกิดกิจการจับไข่ชนสเปิร์มขึ้นมาอย่างคึกครื้น

คุณเพ็ญศรีเขียนไว้ทำนองว่า อีกหน่อยไม่ต้องถามชื่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
แต่ต้องถามชื่อหมอผู้ ‘ทำ’ หนูออกมาแทน!

พอการมีลูกแบบไม่ต้อง ‘จิ้ม’ เป็นที่นิยมขึ้นมา
ก็เลยเกิดกิจการ ‘ธนาคารสเปิร์ม’ ขึ้น
สเปิร์มแบงก์ที่เค้ารู้จักกันดี (แต่เราเพิ่งรู้จัก) ชื่อ Cryos อยู่ที่เดนมาร์ก
ธนาคารแห่งนี้ได้ทำให้ผู้หญิงท้องไปแล้วกว่าหนึ่งพันราย

แต่ Cryos กำลังมีคู่แข่งคนสำคัญคือ California Cryobank
ซึ่งฟังดูแล้วน่าสนใจที่จะ ‘ทำธุรกรรม’ ด้วยเหลือเกิน
ที่นี่จะจ่ายเงินให้กับผู้บริจาคน้ำเชื้อ ‘ปื๊ด’ ละเจ็ดสิบห้าเหรียญ!
(เราลองกดเครื่องคิดเลขแล้ว…ตั้งสามพันบาทแน่ะ!!)
โดยจะจ่ายเป็นของขวัญและตั๋วภาพยนตร์
ส่วนลูกค้าที่มาใช้น้ำเชื้อนั้นก็ต้องจ่าย ‘ปื๊ด’ ละสองร้อยห้าสิบถึง
สี่ร้อยเหรียญ! (หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นหกพันบาท!! โอ้ว! ลูกพ่อ)

ไงครับท่านชาย? ฟังแล้วอยากจะขายสักห้า ‘ปื๊ด’ ต่อวันมั้ยครับ?

ราคาที่เพิ่มขึ้นมานั้นเกิดจากการที่ทางธนาคารจะรวบรวมข้อมูล
ของผู้บริจาคทั้งส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว อาชีพ ถ้าอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้
เช่น หน้าตา, ปากบางหรือหนา, ตาตี่หรือตาโต (ไม่รู้อันไหนแพงกว่ากัน?),
รูจมูกบานหรือกำลังดี? ต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบสองเหรียญ
ถ้าอยากได้ยินเสียงที่สัมภาษณ์ไว้ว่าจะก้องกังวานทรงอำนาจขนาดไหน
ก็ต้องจ่ายอีกยี่สิบห้าเหรียญ

ถ้าจ่ายอีกหกสิบห้าเหรียญก็จะได้ภาพเจ้าของสเปิร์มในวัยเด็ก,
ไฟล์เสียง, ประวัติส่วนตัว, ประวัติด้านสุขภาพจิต รวมไปถึง
ข้อเขียนและความรู้สึกที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารสเปิร์มมีต่อชายคนนั้นไปด้วย
เรียกได้ว่ารอบคอบปลอดอาชญากรรม ไม่ได้เชื้อโจรมาทำลูกแน่ๆ

อ่านไปอ่านมาหนังเรื่อง GATACA ก็ลอยขึ้นมาในหัว

นี่เราก้าวไกลไปถึงขั้นที่เลือก ‘พ่อ’ ของเด็กกันได้แล้ว
แต่เลือกพ่อได้ก็ใช่ว่าจะเลือก ‘ลูก’ ได้
ยังคงต้องรอลุ้นตัวโก่งว่าลูกที่ ‘ทำ’ ขึ้นมานั้นจะน่ารักน่าชังแค่ไหน
และยังต้องลุ้นต่ออีกว่า จะเลี้ยงยังไงให้โตขึ้นมาแล้วเป็นคนที่ ‘ใช้ได้’
ไม่ต้องนับไปถึงให้เป็น ‘ลูกที่ดี’ ซึ่งอันนั้นยากกว่ากันเยอะ

เรื่อง ‘ลูก’ ทั้งสองเรื่องนี้มาจากสองฝั่งโลก
ฝั่งหนึ่งเป็นความเชื่อเก่าแก่ อีกฝั่งหนึ่งเป็นวิทยาการล้ำสมัย
แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน คือ ความคาดหวังในตัวลูก
จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะ ‘ผลิต’ ลูกออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด

‘ผลิต’ ให้ทันช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ Launch Product
‘ผลิต’ ด้วยกระบวนการที่พิถีพิถันที่สุด เพื่อให้ได้ Product ที่มีคุณภาพสูงสุด
‘ผลิต’ Product ด้วยการคำนวณอย่างถ้วนถี่ในทุกแง่มุม
เพื่อจะมั่นใจได้ว่า Product ที่ ‘ผลิต’ ออกมานั้นจะสามารถ
เอาชนะคู่แข่งในตลาดได้อย่างสบายๆ และสุดท้าย Product นั้นๆ
อาจทำผลกำไรกลับคืนมาให้ ‘ผู้ผลิต’ มหาศาล

ใครมีเงินก็ไปเฟ้นเลือกหาสเปิร์มที่มีศักยภาพเหนือกว่า
ใครไม่มี-ก็รอปีหมูทอง ไก่ทอง มังกรทองกันไป วิถีใครวิถีมัน
เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันนั้นดังขึ้น
ตั้งแต่ ‘ลูก’ ยังไม่เป็นชีวิตเลยด้วยซ้ำ.

เมืองแห่งความหวาดระแวง

มกราคม 14, 2007

1.
หลังเหตุการณ์ในคืนวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมเมื่อปีก่อน
เมื่อสิ้นเสียงระเบิด เสียงที่ดังขึ้นคือเสียงหัวใจเต้นระงมของคนกรุงเทพฯ
เต้นระงม ด้วยความหวาดระแวง และไม่ไว้ใจ

ทุกครั้งที่เข้าห้างสรรพสินค้า และเมกกะสโตร์ทุกวันนี้
เราไม่สามารถเดินด้วยความรู้สึกปกติเหมือนแต่ก่อน
เห็นกล่อง ต้องเดินให้ห่าง เห็นถังขยะ ก็ไม่อยากเข้าใกล้
พนักงานประชาสัมพันธ์ประกาศอะไรที ก็สะดุ้ง!

2.
เราพักอาศัยอยู่ในอาร์ซีเอ
ทุกคืน ก่อนเข้าบ้าน เราต้องถูกตรวจจากตำรวจและทหาร
ค้นอย่างละเอียด ทุกซอกทุกมุม ทุกถุง ทุกกล่อง

ทุกครั้งที่เราเลี้ยวรถเข้าตึก
เราต้องถูกตรวจท้ายรถจากหน่วยรักษาความปลอดภัย
“ขออนุญาตเปิดท้ายรถนิดนึงครับ”

3.
การอาศัยอยู่ในเมืองแห่งความหวาดระแวงนั้นน่าเศร้า
เพราะเราไม่รู้ว่า คนที่เดินสวนกันอยู่นั้นจะลงมือทำร้ายเราเมื่อไหร่
ทุกคนต่างหวาดระแวงกัน ไม่เชื่อใจกัน มองกันด้วยสายตาเคลือบแคลง

สังคมที่ไม่น่าไว้ใจอาจต้องใช้เวลาอีกนาน
กว่าแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดในค่ำคืนนั้นจะจางหายไป

แต่ความหวาดระแวงก็ยังอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน
ยากเหลือเกินที่เราจะไว้ใจคนที่เราไม่รู้จัก
บางครั้ง ก็อดก่นด่าตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมไม่ไว้ใจเค้าขนาดนั้น

ทุกครั้งที่ตำรวจ ทหาร และยามรักษาความปลอดภัยขอเปิดท้ายรถ
เราต้องเดินลงไปดู กลัวว่าเค้าจะหยิบอะไรติดไม้ติดมือไป
และกลัวว่าเค้าจะใส่อะไรเข้ามา

เฮ้อ! เมืองแห่งความหวาดระแวง.

Blog-Tag: นิ้วกลม

มกราคม 8, 2007

สมใจจริงๆ ครับ
เมื่อวานเข้าไปอ่านบล็อกของคุณคนชายขอบ
ได้เจอะเข้ากับหัวข้อ Blog-Tag พอดิบพอดี
เห็นแล้วก็คันมือคันไม้นึกสนุกอยากเล่นบ้าง
กะว่าจะสมมุติตัวเองขึ้นเป็นไวรัสแรกเพื่อแพร่พันธุ์
ส่งต่อไปยังบล็อกเกอร์รายอื่นๆ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ
วันนี้ก็ได้รับสัญญาณการ Tag มาจากอาจารย์พี่
ในนาม ปิ่น ปรเมศวร์ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณที่อุตส่าห์โยงใย
กระผมเข้าไปในเกมลูกโซ่หนุกๆ นี้ด้วยคนครับ

ก่อนจะงงกันไปมากกว่านี้
ขออนุญาตคั่นเวลาด้วยการอธิบายไอ้เจ้าเกมไวรัสนี่ซะก่อนครับ
(จริงๆ แล้วผมก็เพิ่งรู้จักมันเมื่อสองวันก่อนนี่เอง)
จากการไล่ล่าคลิกอ่านไปตามลิงก์ของคนที่ถูก Tag
ก็ได้ความรู้จากพี่ The Aesthetics of Loneliness ว่า
จุดเริ่มต้นของเกมนี้มาจาก The Jeff Pulver Blog
เมื่อวันที่สิบ ธันวาฯ ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง
และก็ใช้เวลาแพร่มาถึงไทยไวกว่าไข้หวัดนกซะอีก

กติกาง่ายๆ ของเกมไวรัสนี้มีอยู่ว่า
ให้บล็อกเกอร์ที่ถูก Tag เขียนข้อความเกี่ยวกับตัวเอง
ในสิ่งที่เป็นความลับ หรือมีน้อยคนบนโลกนี้ที่เคยรับรู้
ทั้งหมดห้าข้อใส่ไว้ในบล็อกของตัวเอง เสร็จแล้วจึง
แปะมือต่อไปยังเพื่อนบล็อกเกอร์คนอื่นอีกห้าคนให้ติดเชื้อนี้ไปบ้าง
และห้าคนนั้นก็ต้องทำแบบเดียวกัน คือแปะเชื้อต่อไปเรื่อยๆ
เหมือนจดหมายลูกโซ่

ลองดูลูกโซ่สายยาวเบลื้อยได้ที่นี่ครับ
และสามารถดูต้นตอเจ้าของมือที่แปะส่งเชื้อมายังผมได้ที่นี่ครับ

เอาล่ะครับ
ได้เวลาสาธยายห้าเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้(และไม่รู้จะรู้ไปทำไม)ของผมซะทีครับ

1.ตอนเด็ก: ผมเคยอ่านคำว่า ‘พระนเรศวร’ ว่า ‘พระ-นะ-เรด-วอน’
แม้ผู้หลักผู้ใหญ่กี่คนต่อกี่คนจะพยายามสั่งสอนผมในสิ่งที่ถูก
แต่ผมก็ยังยืนยันอยู่อย่างนั้นอยู่นาน เรียกว่ามั่นใจในตัวเอง(ผิดๆ)มาตั้งแต่เด็ก

2.ตอนวัยรุ่น: ผมเคยเกือบไปทำศัลยกรรมกรีดตาสองชั้น
เพราะรู้สึกว่าตัวเองตาตี่เกินไป จะเอาอะไรมาหล่อสู้เพื่อนๆ ตาสองชั้น
(ยุคนั้นเป็นยุคของพี่มอส พี่เต๋า และพี่ปราโมทย์ แสงศร)
แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้ทำ เพราะพอมาถึงยุคนี้ ตาตี่กำลังอินเทรนด์

3.ตอนโต: ผมเป็นคนตัดเล็บสั้นมากๆ และบ่อยมากๆ
เรียกได้ว่าเล็บผมไม่เคยได้เงยหัวออกมาจากปลายเนื้อของนิ้ว
ใครเห็นก็มักจะถามว่า ‘ไม่เจ็บเหรอ?’ ตอบได้ว่า-ไม่เจ็บ
แต่จะมีปัญหาก็เวลาจะแกะห่ออะไรที่ต้องใช้เล็บ หรือเวลาจะเกา
เนื้อส่วนที่คัน เกาเท่าไหร่ก็ไม่หายคัน เพราะมันไม่มีเล็บ!

4.ตอนหนุ่ม: ผมเคยเดินร้องไห้ออกจากโรงหนังสกาล่า
หลังจากดูเรื่อง The Road Home ของจางอวี้โหมว
เป็นการดูหนังคนเดียว และไม่ใช่ร้องไห้ธรรมดา
แต่ร้องราวกับญาติโกโหติกาเสียชีวิตกันทั้งตระกูล
ผมเดินน้ำตาพรู ไหล่โยกขึ้นๆ ลงๆ หายใจกระตุกไม่หยุด
มาจนถึงป้ายรถเมล์หน้ามาบุญครอง ผู้คนมองผม
เหมือนเด็กผู้ชาย(ตัวเท่าควาย)หลงทาง หาแม่ไม่เจอ
ผมหยุดร้องไห้บนรถเมล์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่บ้าน
หลังจากนั้น ผมได้ดูหนังเรื่องนี้อีกสองครั้ง
จากวิดีโอ และเมื่อช่องทีวีเอามาฉาย
และก็ยังคงร้องไห้ไหล่โยกทั้งสองครั้ง

5.ตอนนี้: เรื่องนี้เป็นเรื่องของนางฟ้าครับ
หลังจากผมได้อ่าน Blog-Tag ของคุณพี่ปิ่นในข้อห้า
ผมก็จัดแจงลงมือกดโทรศัพท์ไปหานางฟ้า
โดยตั้งใจกับตัวเองไว้ว่า ถ้านางฟ้ามารับโทรศัพท์
ผมก็จะคุย แต่ถ้าคนอื่นมารับผมจะไม่ขอสายเธอ
เสี่ยงดวงวัด ‘พรหมลิขิต’ ครับ
ผลปรากฎว่า นางฟ้ารับโทรศัพท์!
ผมอึกอักมือสั่นเสียงเครือสมองอื้อนึกอะไรไม่ออก
ผมบอกเธอไปแค่ ‘สวัสดีปีใหม่ครับ’
แล้วก็กดวางโทรศัพท์ไป

เอาเป็นว่า ผมได้สวัสดีปีใหม่นางฟ้าเผื่อคุณพี่ปิ่นด้วยแล้ว (ฮ่าฮ่า)
(เรื่องนี้คนอื่นอ่านไม่รู้เรื่องไม่เป็นไร แต่ผมรู้ว่าคุณพี่ปิ่นรู้แน่-ใช่ไหมครับ?)

เล่นและเล่ามาซะยาวเชียว
ได้เวลาแพร่ไวรัสต่ออีกห้าคนแล้วครับ

Tag: เจ้าหญิงเพี้ยน, I am h2o, ดาริกามณี, หัวใจเดินทาง, pattararanee

ปล.เกมนี้ทำให้รู้สึกว่าโลกของบล็อกเกอร์ใกล้กันกว่าที่คิดครับ.

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่

มกราคม 5, 2007

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขออวยชัย อ้าวช้าไปซะแล้วหรือ?
ผ่านมาตั้งห้าวันแล้ว ไอ๋หยาอาตือ!
อั๊วไม่ถือ ยังไงอั๊ว ก็จะอวย

ขอให้เพื่อน พี่ น้อง ข้างๆ บ้าน
สุขสำราญราตรีสโมสร
กลางวันรับวิตามินดีจากตะวันรอน
กลางคืนนอนหลับฝันเห็นเลขสามตัว

มกราฯ กลายใจให้เป็นเด็ก
อย่ามัวเก๊กหน้านิ่วจนสิวโผล่
เดือนวันเด็ก ลองเล่นเป็นเด็กตัวโต
โอ๊ะโอ๊ะโอทุกอย่างช่างน่าสนใจ

กุมภาพันธ์ ก็ขอให้รักได้ลุ้น
รักคุกรุ่นขอให้สุกพร้อมเสิร์ฟได้
รักแรกก็ขอให้เป็นรักสุดท้าย
รักหลายๆ ให้ตัดได้เหลือรักเดียว

มีนาคม เดือนแห่งอะไรหว่า?
อ๋อ มาฆบูชา ไงสหาย
ถือโอกาสตั้งสติมิวุ่นวาย
ผ่อนและคลายจิตใจหายกังวล

เมษายน เดือนนี้ต้องมีเปียก
เปียกสุขเปียกสนุกฉ่ำทุกแห่งหน
สาดน้ำใจใส่กันทุกตำบล
ชุ่มฉ่ำทุกแห่งหนหนอคนไทย

พฤษภาฯ เดือนนี้มีแรกนาขวัญ
พระโคเสี่ยงรางวัลมงคลใหญ่
เสวยอะไรก็ได้ที่ทำนายไป
แล้วบอกว่าเมืองไทยสงบเย็น

มิถุนาฯ แปลว่าครึ่งปีผ่าน
ทบทวนความตั้งใจหน่อยดีไหม?
ไอ้ที่คิดว่าจะทำ ว่าจะไป
ได้ทำไหม ได้ไปไหม ได้ลงมือ

กรกฎาฯ เริ่มต้นอีกครึ่งปี
อยากทำดีก็งดเหล้าเข้าพรรษา
ไปดื่มด่ำรสพระธรรมแทนสุรา
ออกพรรษาแล้วค่อยมาเมาต่อกัน

สิงหาคม เดือนนี้ เดือนของแม่
ขอให้แม่ ทุกๆ แม่ แข็งแรงโข
ทั้งแม่น้ำ แม่สาย แม่แตงโม
อีกแม่โฟร์ แม่มด แม่กระแต

กันยายน เดือนเก้า จงก้าวหน้า
เก้าช้าๆ ค่อยๆ ก้าว ไม่ถอยหลัง
ก้าวเรื่อยๆ เหนื่อยก็ค่อยหยุดและยั้ง
ให้ได้นั่งเล่นบ้างอย่าก้าวไว

ตุลาคม มีงานมหกรรมหนังสือ
อย่าลืมซื้อหนังสือสนุกๆ ไปหนุนหัว
เห็นนามปากกาว่า ‘นิ้วๆ’ ก็อย่ากลัว
หยิบๆ ไป มั่วๆ เดี๋ยวดีเอง

พฤศจิกาฯ ให้มีคนไปเดินด้วย
ไม่ต้องสวยต้องหล่อแค่พอไหว
เรื่องแบบนี้เค้าดูกันที่ใจ
ก็ขอให้ลอยกระทงสุขสมกัน

ธันวาคม เดือนแห่งงานฉลอง
ความสุขจงพองฟูทุกสถาน
หนึ่งปีเวียนมาบรรจบครบสำราญ
ทั้งหน้าที่การงานสมดั่งใจ

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนอ่านกลอน
กลอนไม่คล้องไม่สมบูรณ์ดั่งใจหมาย
ก็เหมือนดั่งชีวิตใช่ง่ายดาย
ขอแค่ได้ลงมือทำสุดฝีมือ

ขอให้มีเรี่ยวแรงเพื่อแข็งขัน
ขอให้ไม่ต้องขยันหนักจนหน้ายู่
ขอให้ได้พักผ่อนมากพอดู
ขอให้ได้เรียนรู้ตามสมควร

ขอให้ได้ทำในสิ่งที่คลั่งไคล้
ขอให้ได้เข้าใกล้สิ่งที่ฝัน
ขอให้ได้ผจญภัยในบางวัน
ขอให้คิดถึงฉันบางเวลา (แหวะ)

ขอให้ได้เดินทางไปในแดนใหม่
ขอให้ได้กินอาหารอร่อยล้ำ
ขอให้ได้ฟังดนตรีเป็นประจำ
ขอให้ได้หัวเราะขำกับหม่ำโชว์

ขอให้สุขสบายและสงบ
ขอให้ไทยเลิกรบกันเสียทีนะสหาย
ขอให้สิ่งที่อวยพรมาตั้งมากมาย
ขอให้กลายเป็นจริงทุกสิ่งเอย.

สวัสดีปีใหม่ครับ!
😀 😀 😀

บล็อกก็เหมือนบ้าน

พฤศจิกายน 17, 2006

หลังจากแวะเวียนไปดู ‘ทำเล’ มาหลายแห่ง และได้ทดลอง ‘อยู่’ และ ‘ตกแต่ง’
บล็อกแต่ละแห่งให้พอรู้ข้อจำกัด ความอึดอัด ความสะดวกสบาย ความง่าย-ยาก
และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความงามตามสมควร ก็ตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย (เมื่อกี๊)
ว่าจะลงหลักปักเสาเข็มที่บ้านหลังนี้ ที่นี่ wordpress.com

แม้ว่ายังคงสงสัยว่าทำไมจึงไม่สามารถ ‘เข้า’ บล็อกของตัวเองได้ขณะอยู่ที่ทำงาน
แต่พอมาเปิดที่บ้านจึงได้เข้าได้ฉิว! (ใครทราบ กรุณาบอกกันบ้างครับ)
แต่เหตุผลที่เลือกที่นี่ ก็คงคล้ายกับเวลาพิจารณาผู้หญิง (ฮ่าฮ่า)
หากจุกจิกจู้จี้ขี้บ่นต้องทนพอๆ กัน เราเลือกคนที่หน้าตาดีกว่าเอาไว้ก่อน!

สำหรับเรา บล็อกก็เหมือนบ้านแหละครับ
ต่อให้ได้รับการออกแบบมาดียังไง
บ้านย่อมไม่มีวันจะถูกใจผู้อยู่อาศัยไปเสียทุกอย่าง
เรามีโอกาส ‘ออกแบบ’ บ้านเฉพาะขั้นตอน ‘ก่อนสร้าง’ เท่านั้น
หลังจากนั้นทำได้อย่างมากก็แค่ตกแต่งภายใน

แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังคง ‘ออกแบบ’ ได้ แม้ว่าเราจะปรับแต่งบ้านเท่าไหร่ก็ยังไม่ถูกใจ
ก็คือ ‘ความคิด’ และ ‘จิตใจ’ ของผู้อยู่อาศัยอย่างเราๆ (ที่ปรับแต่งได้เสมอ)
คงต้องยอมรับในข้อจำกัดของบ้านแต่ละหลัง คงไม่มีบ้านหลังไหนที่จะถูกใจไปซะหมด
แต่เมื่อเราได้ ‘เลือก’ บ้านแล้ว เราก็คงต้องพยายามทำความเข้าใจมันบ้างเหมือนกัน
หนักนิดเบาหน่อย ก็คงต้องปล่อยๆ กันไปบ้าง (เอ๊ะ! นี่มันพูดถึงบ้านหรือเมียวะ!)

ไอ้ครั้นจะมีบ้านหลายหลัง ก็เกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง
สู้มีหลังเดียว แต่ดูแลมันให้สะอาดสะอ้าน น่าอยู่
น่านอนเล่น ผู้คนอยากมาเยี่ยมเยียนกัน น่าจะดีกว่า

แม้ว่าจะย้ายบ้าน(บล็อก)มาถึงสองครั้งสองครา
แต่มิใช่ว่า ด้วยความโลเล ใจง่าย ได้ใหม่ลืมเก่า
ทั้งสองครั้งล้วนเกิดจากความอ่อนด้อยความรู้ด้านเทคโนโลยี
ครั้งแรก, เข้าบ้านหลังแรกไม่ได้
ครั้งที่สอง, อัพบล็อกไม่ได้ในค่ำคืนหนึ่ง เลยงอน!
เก็บข้าวเก็บของย้ายมาพำนักในบ้านหน้าตาทันสมัยแห่งนี้แทน

ไม่มีใครอยากย้ายบ้านบ่อยหรอกครับ
ความคุ้นชินกับบ้าน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
บ้านไม่ใช่สวนสนุก จึงไม่ต้องการความตื่นเต้นหฤหรรษ์แปลกใหม่กันทุกวี่วัน
บ้านเก่าๆ ที่เราอยู่มานาน ยิ่งวันยิ่งมีเสน่ห์ และรู้สึกปลอดภัย
ด้วยรู้ว่า มุมไหนเงียบสงบ ที่ตรงไหนลมพัดเย็น ตรงไหนควรผูกเปลนอนเล่น
บ้านที่คุ้นเคย แม้จะเก่าไปตามกลาลเวลา แต่ก็อบอุ่นกว่าบ้านหลังใหม่

นั่นย่อมเป็นเหตุผลที่คาดหวังอยากให้บ้านหลังนี้เป็นหลังสุดท้าย(ถ้าเป็นไปได้)
แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ

บล็อกก็เหมือนบ้านแหละครับ
บ้านที่มีเพื่อนบ้านแวะมาเยี่ยมเยียน ส่งเสียงพูดคุย ย่อมมีชีวิตชีวากว่า
บ้านที่เจ้าของบ้านพร่ำเพ้อรำพันทั้งวันอยู่กับนกแก้วนกขุนทองในกรง
ขอบคุณเพื่อนบ้านทุกคนที่มาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะส่งเสียงหรือไม่

และมุมมุมนี้ก็น่าจะเป็นมุมที่ดี แดดร่มลมตก
เหมาะแก่การนั่งสนทนากันตามประสาคนร่วมหมู่บ้าน(ไซเบอร์)
เห็นด้วย-เห็นต่าง-เห็นเฉยๆ ก็ว่ากันได้ตามสบาย
ว่างๆ ก็แวะมานั่งเล่นในบ้าน ตากลมเย็นๆ (และร้อนในบางฤดู)
พอให้ไม่เหงา (หมายถึงเราทั้งสองฝ่าย)

จริงๆ แล้ว ไอ้การเปิดบ้านในโลกไซเบอร์ มันก็ไม่ต้องมีพิธีรีตอง
หรือร่ายเปิดงานให้ยืดยาวเหมือนท่านประธานในพิธีขนาดนี้หรอก
แต่-บล็อกก็เหมือนบ้านนั่นแหละ
ทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ ด้วยข้อความที่เป็นมงคลเสียหน่อย
เป็นขวัญเป็นศรีแก่ผู้อยู่อาศัย และตัวบ้านเอง

อ้อ! ซองเซิงน่ะไม่ต้องเตรียมมานะครับ
ไม่รับเงินสด ไม่รับดอกไม้
แต่ถ้าจะโอนเงินเข้าบัญชีก็โอนได้เลยที่…………

‘บ้านพักฝากอากาศ’ หลังนี้ ยินดีต้อนรับทุกวันครับ!

บังเอิญได้ ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลกใบเดียวกัน

พฤศจิกายน 15, 2006

1.
รถมิตซูบิชิ โคลท์ สามประตู สีขาว ที่มีจานล้อเป็นลายหมีน่ารักน่าชัง
ที่วิ่งอยู่บนถนนกรุงเทพฯ จะมีสักกี่คันกันเชียว?

2.
เราเคยนั่งรถคันนั้น นานมาแล้ว
นานจนเกือบลืมความทรงจำเกี่ยวกับรถ และเจ้าของรถ
เกือบลืม แปลว่ายังไม่ลืม
และอาจแปลครอบคลุมไปถึง ลืมไม่ได้!

3.
รถสีขาวที่มีล้อเป็นหมีทั้งสี่ล้อคันนี้ วิ่งเข้ามาในชีวิตเธอ
ขณะนั้น เราเองก็ยังวิ่งวนเวียนอยู่รอบๆ วงชีวิตของเธอ
วิ่งอยู่รอบๆ รถคันนั้น กระทั่งเราหลุดวงโคจรออกมา
แต่รถล้อหมีคันนั้นก็ยังคงจอดอยู่ที่เดิม ในบ้านหลังเดิม
ทำไมเรารู้? ก็เราเคยขับรถไปแอบดูมัน

4.
ทางของเธอกับทางของเราเคยเป็นทางที่ใช้ร่วมกัน
เพราะบ้านของเธอเป็นทางผ่านก่อนที่จะถึงบ้านของเรา
หลายครั้งที่เราแวะส่งเธอ บางครั้งที่เธอขับเลยไปส่งเรา
บ้านของเราอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

5.
แต่หลังจากที่เราแยกทางกันไป
ก็คล้ายกับว่าทางเส้นเดียวกันนั้น ถ่างกว้างออกเป็นสองเส้น
เธอไม่จำเป็นต้องขับเลยบ้านของตัวเองอีกต่อไป
และเราก็ไม่จำเป็นต้องแวะจอดก่อนถึงบ้านของตัวเอง

6.
ทางเส้นเดิม มีความรู้สึกเดิมๆ มีภาพเดิมๆ
แต่ไม่มีวันเหมือนเดิม

7.
หลายปีผ่าน
เช้าวันหนึ่งที่เราออกจากบ้านเช้ากว่าปกติ
บนทางเส้นเดิม รถติด
เราจอดต่อท้ายรถมิตซูบิชิ โคลท์ สามประตู สีขาว!
ยากที่จะหยุดสมองไม่ให้คิดฟูมฟาย จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้
รถเริ่มขยับตัว เราหักพวงมาลัยไปทางขวา จอดเทียบรถสีขาวคันนั้น
เหลือบมองที่ล้อ จานล้อลายหมี!
เงยหน้าขึ้นมา ได้เจอกับคนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาหลายปี
ตาจ้องตา อยากยิ้มให้แต่ไม่กล้า
มองเห็นแววตาของเธอไม่ชัด เพราะมันซ่อนอยู่ใต้แว่นกระจกใส
สัญญาณไฟปล่อยรถให้เคลื่อนที่ ล้อหมีหมุนไปข้างหน้า
ใช่…หมุนไปข้างหน้า
ล้อของรถเราก็หมุนไปข้างหน้าเช่นกัน
บนถนน รถทุกคันล้วนวิ่งไปข้างหน้า ไม่มีคันไหนถอยหลัง
และคงมีแต่ ‘รถตาย’ เท่านั้น ที่จะหยุดอยู่กับที่

8.
เราเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง
ส่วนเธอขับตรงไป

9.
บนถนน-บนโลกใบนี้
ความบังเอิญเกิดขึ้นได้โดยมิจำเป็นต้องบอกกล่าวกันล่วงหน้า
มันจะแปลกอะไร ในเมื่อเรายังวนเวียนอยู่บนโลกใบเดียวกัน
เส้นทางของเรามีโอกาสมาตัดกันได้เสมอ

10.
เมื่อวาน ได้อ่านอีเมลฉบับหนึ่ง
เจ้าของเป็นอดีตนักศึกษาแพทย์ที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่โตเกียว
เป็นคนคนเดียวกับนักศึกษาแพทย์ที่ตกเครื่องบินในหนังสือ ‘โตเกียวไม่มีขา’
เธอส่งจดหมายมาเพื่อที่จะบอกกับเราว่า เธอได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว
และบังเอิญเหลือเกินที่เรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ท้ายเล่ม
สอดคล้องกับชีวิตของเธอราวกับเป็นชีวิตเดียวกัน
เธอตั้งชื่ออีเมลฉบับนี้ว่า ‘เรื่องบังเอิญ’

11.
บังเอิญว่าน้องสาวชอบหนังสือเล่มหนึ่ง เธอโฆษณามาตั้งนาน
บังเอิญเห็นว่าไปซื้อมาได้เล่มสุดท้่ายของร้านพอดี
บังเอิญน่าสนใจเลยหยิบมาพลิกๆ ดู
บังเอิญเอะใจ
บังเอิญว่าเคยไปญี่ปุ่น
บังเอิญเคยตกเครื่องบิน
และจำหนุ่มชาวไทยที่เจอวันนั้นได้แม่น
(และจำผู้ชายหน้าเข้มอีกคนแต่ชื่อ น้ำ ได้แม่นมาก)
เลยรีบพลิกไปหน้าสุดท้าย
น่าตกใจ มีเรื่องที่คล้ายกับในความทรงจำน่าประทับใจเมื่อหลายปีก่อน
หนึ่งในสองหนุ่มนั้นกลายเป็นนักเขียนไปแล้ว
แถมเขียนได้สนุก น่าติดตามอย่างที่ิคิดจริงๆ
นักศึกษาแพทย์คนนั้นกลายเป็นแพทย์หญิงแล้วนะคะ

12.
มันจะแปลกอะไร ในเมื่อเรายังวนเวียนอยู่บนโลกใบเดียวกัน
เส้นทางของเรามีโอกาสมาตัดกันได้เสมอ.

ก็เพราะเราคือ สิ่งมีชีวิต

พฤศจิกายน 12, 2006

บนโต๊ะอาหาร
หญิงสองคนนั่งฝั่งนึง ชายสามคนนั่งอีกฝั่งนึง
เราอยู่กลางระหว่างเพื่อนสนิทสองคน – ธี กับ ผี
(ผี คือชื่อเพื่อน ยังไม่ตาย มิใช่วิญญาณ)

ผู้หญิงสองคนตรงหน้าผ่านการจีบจากไอ้ธีมาแล้วทั้งคู่
แห้วทั้งคู่
หนึ่งในนั้น เราเคยจีบ(เกือบติด-แปลว่าไม่ติด!)
วันนี้เรามานั่งหัวเราะเฮฮาร่วมโต๊ะเดียวกันในฐานะ ‘เพื่อน’
ทั้งห้าคนเป็น ‘เพื่อน’ กัน – เพื่อนมัธยมที่นานน้านจะเจอกันที

และหัวข้อที่ลอยอยู่บนปลากระพงย่างเกลือ,
คอหมูย่าง, ขาหมูทอด และผัดผัดกาดแก้ว นั้น
ล้วนแล้วแต่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวของ ‘เพื่อน’

หลายเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจ
เพื่อนคนนึงที่ตัดผมถูกระเบียบติดหนังหัวตลอดเวลา
ดึงกางเกงสูงจนต้องลุ้นแทนมันว่าจะเป็นไข่ดันรึเปล่า
ถุงเท้าที่พี่แกก็ดึงจนแทบจะหุ้มหัวเข่า รักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียน
จริงๆ ต้องเรียกว่า รักไม่ยุ่งมุ่งแต่ธรรมะ
พวกเราขนานนามมันว่า หลวงพี่เก๊กโต

ข่าวล่าสุดคือ หลวงพี่แต่งงานแล้ว!
คอหมูย่างแทบพุ่งออกจากปาก!
ด้วยเพราะผู้ชายหน้าตาดีอย่างพวกเราบนโต๊ะยังไม่ไปถึงไหน!!
ไฉนหลวงพี่ผู้ถูกระเบียบเรียบร้อย
จึงสอยสาวไปครองเรือนก่อนใครเพื่อนซะงั้น!
(ตกใจจริงๆ สังเกตจากจำนวนเครื่องหมายตกใจได้)

เพื่อนอีกคนชื่อ บอม
สมัยมัธยมตัวล่ำบึ๊ก หุ่มเหมาะแก่การยกหามข้าวสารและถุงปูน
หน้าตาหล่อแบบไทยสมัยสี่สิบปีก่อน สมัยนี้จึงดูเหมือนข้ามเวลามาหล่อ
บอมเป็นคนกล้ามใหญ่ ราวกับมันเล่นกล้ามมาตั้งแต่ในท้องแม่
แขนมันหุบไม่ได้ เดินไปไหนมาไหนต้องกางแขน
เพราะกล้ามจั๊กกะแร้ของมันล่ำมาก! (ไม่ควรพามันไปเดินแผนกเครื่องแก้ว)
เพื่อนบางคนนิยมเรียกมันสั้นๆ ว่า “ไอ้ล่ำ”

ในชั้นปีเราจะมีอีกหนึ่งบอม บอมนี้หล่อ พ่อรวย
ต่างจากไอ้บอมของเราราวกับเมฆขาวกับโคลนตม
บอมหลังจะถูกเรียกว่า “บอมเมือง”
ไอ้บอมของพวกเราถูกขนานนามอย่างน่าภาคภูมิว่า “บอมป่า”

ถึงบอมจะไม่เห็นด้วยกับชื่อ “บอมป่า” แต่มันก็ก้มหน้าก้มตายอมรับนามนั้น
บอมเป็นเพื่อนที่จริงใจกับเพื่อนมากๆ คนนึง ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับป่ารึเปล่า?
เพราะถึงยังไง อะไรที่เป็น ‘ป่า’ ย่อมบริสุทธิ์ใจกว่าอะไรที่เป็น ‘เมือง’ อยู่แล้ว

ข่าวล่า! เพื่อนในโต๊ะบอกว่า บอมเมืองตอนนี้หมดหล่อหัวเถิกหน้าเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ค่อยตกใจ แต่สะใจ เวลาเห็นใครเคยหล่อแล้วไม่หล่อย่อมสะใจเป็นธรรมดา
เพราะสมัยนั้นใครจีบหญิงแข่งกับไอ้บอมเมืองเป็นต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าทุกราย
แหม…ก็พี่เค้าทั้งหล่อทั้งรวย จำได้ว่า ซีรี่ย์เจ็ดมารับมันกลับบ้านทุกวัน
ส่วนไอ้บอมป่าต้องเดินนั่งรถกะป้อออกไปต่อรถเมล์
ด้วยเหตุนี้เราจึงคบบอมป่า โดยซ่อนเหตุผลที่แท้จริงไว้
ก็คือ บอมเมืองมันไม่คบโลโซแบบพวกเราร้อก!

ข่าวที่น่าตกใจกว่าข่าวบอมเมือง คือ ตอนนี้ไอ้บอมป่าเป็นสจ๊วต!!!
(อยากใส่เครื่องหมายตกใจสักร้อยตัว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)

ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
โอกาส 0.000000000000001%
แต่มันก็เป็นไปแล้ว!

นั่งฟังอีกหลายความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเพื่อน
ทั้งฮา ทั้งประหลาดใจ
ชีวิตเพื่อนเป็นอะไรที่น่าติดตาม ถามถึงแต่ละคนก็มีอันต้องขำ

เลยเล่าสารคดีชุด 7 Up – 49 Up ให้เพื่อนฟัง
ทุกคนสนใจ
เห็นเรื่องไอ้สองบอมและหลวงพี่เก๊กโตแล้วอยากทำหนังจังแฮะ

เหลียวมามองคนบนโต๊ะ
หญิงที่เราเคยจีบก็เติบโตไปเป็นนักบัญชีผู้ดูภูมิฐาน
เพื่อนหญิงอีกคนที่เคยนิสัยดียังไงก็นิสัยดีแบบนั้น
ตอนนี้ก็กลายเป็นนักวิจัยอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ไปแล้ว
เพื่อนอีกสองรายที่นั่งขนานข้าง เรียนวิศวะตามความฝัน
หนึ่งในนั้นเป็นวิศวกรด้านปิโตรเลียม
อีกหนึ่ง, เบื่อชีวิตวิศวกร ผันตัวเองไปเป็นนักการตลาด
ไอ้เราถูกเพื่อนๆ ด่าว่า หัวศิลป์ ทั้งที่แต่ก่อนมันก็ศิลป์พอๆ กัน

“มุมมองถาปัดกับวิศวะแม่งต่างกันคนละขั้วจริงๆ ว่ะ”
ไอ้ธีพูดขึ้นมา หลังจากได้แสดงทรรศนะแลกกันไปหลายเรื่อง

แปลกดี-เพื่อนๆ ที่เรียนวิศวะ แรกๆ ที่พวกเราเข้ามหาวิทยาลัย
แล้วมารวมหัวเจอตัวกัน เรามักจะรู้สึกว่าพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง
เพราะ ‘คณะ’ ทำให้เราแต่ละคนเปลี่ยนไป

บางคนบอกว่า ‘คณะ’ ทำให้ตัวตนที่เคยเป็นอยู่ถูกเหลาให้ชัดเจนขึ้น

แต่มาถึงวันนี้ เรากลับนั่งฟังความเห็นคนละขั้วได้อย่างสนุก
และก็รู้สึกว่าต่างเปิดมุมมองให้กัน ได้เห็นโลกในอีกมุม
ได้คิดในอีกแบบ ไม่เถียงกันแล้ว มีแต่พยักหน้า…

ไม่ได้เห็นด้วยหรอก แต่ยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อน
และไม่ได้เห็นความจำเป็นว่าเราจะต้องคิดตรงกัน
ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปโน้มน้าวให้อีกฝ่ายคิดแบบเรา

ในจำนวนห้าคน บ้างเปลี่ยน บ้างไม่เปลี่ยน
ถามตัวเองว่า หากมาเจอเพื่อนหญิงที่เคยจีบ ณ ตอนนี้
เราจะยังดำเนินการแบบเดิมรึเปล่า? ตอบตัวเองว่า-ไม่แน่ใจ
มิใช่เธอไม่น่ารัก เปล่า, แต่เธอดูอยู่คนละทิศละทางกับเรามากกว่า

“เป็นเพื่อนกันนี่แหละ คบกันได้ตลอดชีวิต”
เพื่อนสาวคนนี้เองที่เคยบอกกับเราแบบนั้น ในวันที่ปฏิเสธ
ถึงทุกวันนี้ สิบกว่าปีมาแล้วที่เราเป็นเพื่อนกัน
และยังนั่งกินคอหมูย่างด้วยกันอยู่

ต่างจากอีกคนที่เราเคยใกล้ชิด ที่ต้องห่างกันไป
และไม่ได้ติดตามข่าวของกันและกันอีกเลย

สิ่งมีชีวิตมีลักษณะสองประการที่พอจะคิดออก
หนึ่ง, คือต้องเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปตามสถานการณ์
และสภาพแวดล้อม (ภูมิอากาศ, ภูมิประเทศ, สถานศึกษา,
หน้าที่การงาน และประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต)

สอง, คือสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้
สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้จะอยู่รอดปลอดภัยและมีความสุข

ก็เพราะเราคือสิ่งมีชีวิต
เราต่างเป็นสิ่งมีชีวิต
เราจึงต้องเปลี่ยนแปลง
และโชคดี ที่เรามีความสามารถในการปรับตัว

ไม่ใช่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างเดียว
การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของคนที่เรา(เคย)รู้จัก
ก็สำคัญไม่น้อยไม่กว่ากันเลย.

ชีวิต คือสิ่งสะท้อนความเชื่อ

พฤศจิกายน 8, 2006

ในชีวิตประจำวันที่หายใจๆ กันไป
น้อยโอกาสนักที่จะมานั่งถามไถ่ถึง
ความหมายของคำว่า ‘ชีวิต’
ความหมายที่ไม่ได้หมายความแค่
การหายใจเปลี่ยนออกซิเจนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ไปวันๆ
ใช่-มันคงไม่มีความหมายตายตัว
ชีวิตของใครก็พจนานุกรมของคนนั้น

นอกจาก ‘ชีวิต’ แล้ว
การที่ใครสักคนจะหยัดยืนอยู่บนโลกอันป่วนปั่นใบนี้ได้
ย่อมต้องอาศัย ‘ความเชื่อ’ ส่วนบุคคล (มิควรเลียนแบบ)
ที่แข็งแรงพอสมควร จึงไม่ป่วน+ปั่นไปตามแรงหมุนของโลก

“ชีวิต คือสิ่งสะท้อนความเชื่อ”
ประโยคนี้ ชวนให้ใบหน้าของใครหลายคนลอยขึ้นมาตรงหน้า
ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีชีวิต (ในด้านที่เราเห็น) ค่อนข้างชัดเจน
มีแนวทางและก้าวย่างที่มั่นคง ไม่ไหวเอนไปตามกระแส
ไม่ว่ากระแสน้ำ กระแสลม หรือกระแสแฟชั่น!

ไล่เรียงตั้งแต่ พี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
พี่สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ แห่ง คนค้นคน
อาจารย์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
มล. ปริญญากร วรวรรณ (มิตรภาพต่างสายพันธุ์)
พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์
พี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย (ผกก.โฆษณา)
กระทั่งไปถึง ปู่เย็น
(ส่วนใหญ่เป็นนักคิดนักเขียน
และคนที่ติดตามชีวิตและความคิดได้จากสื่อ)

แน่นอน-ย่อมมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เหมาะแก่การถูกยกเป็นตัวอย่าง
เรื่องการดำเนินชีวิตตามความเชื่อ (โดยต้องมิลืมว่า ความเชื่อของคนเรา
เปลี่ยนแปลงกันได้)

(วงเล็บต่อมา-ดีเสียอีก ที่รู้จักเปลี่ยนแปลงความเชื่อ
ไปตามตัวแปรใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้ หากรู้อะไรใหม่ๆ แต่ดันยึด+ติด
อยู่กับความเชื่อเดิมๆ ก็คงไม่เติบโต)

บุคคลที่ใบหน้าลอยเด่นขึ้นมา มิใช่ตัวอย่างที่ดีหรือไม่ดี
แนวทางชีวิตของใครก็ของใคร-มิควรมีมนุษย์ผู้ใดตัดสิน
แนวทางที่ต่างไปจากของตนว่า-ผิด!

หากแต่บุคคลเหล่านั้น มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เกาะติดอยู่กับความเชื่อ
เพราะเชื่อแบบนั้น จึงดำเนินชีวิตแบบนี้
เพราะเชื่อมั่นในอะไรบางอย่าง จึงมีพลังทำในสิ่งที่เชื่อ
เชื่อ-แล้วดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่เชื่อ

“ชีวิต คือสิ่งสะท้อนความเชื่อ”
โดยไม่รู้ตัว ทุกคนล้วนเป็นเช่นนั้น
อยากลองนั่งจ้องมองคนใกล้ชิดว่าดำเนินชีวิตกันอย่างไร
เพื่อที่จะค้นหาความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้น
และสิ่งนั้นน่าจะเป็น ‘ตัวสะท้อน’ ความเชื่อได้ดีที่สุด

ดีกว่า หลายอย่างที่ถูกตะโกนออกมาจากปาก
พ่นออกมาจากลำโพงสื่อ เขียนออกมาจากมือ
ร้องออกมาเป็นเพลง แต่ไม่ได้ทำออกมาจากใจ!

ความเชื่อ ประกาศกันได้
ป่าวร้องให้ก้องโลก ให้คนสรรเสริญเยินยอได้
ไม่ใช่เรื่องยาก

ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครสักคนจะพูดอะไรที่ฟังดูดี
ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครสักคนจะมีวลีเท่ๆ ติดไว้ที่ริมฝีปากตลอดเวลา
ไม่ใช่เรื่องยาก หากคนคนนั้นเอาแต่ประกาศ แต่มิได้ปฏิบัติ

ชีวิตจริงๆ ที่ดำเนินอยู่ต่างหาก ที่สะท้อนความเชื่อได้ดีที่สุด

สิ่งที่น่าคิดคือ อาจมีหลายคนที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
ไม่ว่าด้วยข้อจำกัด ด้วยความไม่พร้อม ด้วยเงื่อนไขอะไรบางอย่าง
ชีวิตที่ดำเนินอยู่จึงไม่สามารถสะท้อนความเชื่อลึกๆ ออกมาให้เห็นได้
กระทั่งบางคน อาจดำเนินชีวิตคนละทางกับความเชื่อสิ้นเชิง!

หากความเชื่อนั้นมั่นคงและแข็งแรงพอ
เมื่อวันหนึ่งวันนั้นมาถึง มันคงได้หยัดยืนขึ้นบนสองขาแห่งการดำเนินชีวิต
หากแต่ความเชื่อที่ว่าอ่อนแอและแพ้พ่าย
ก็น่าตั้งคำถามต่อไปว่า ชีวิตเช่นนั้นยืนอยู่บนสองขาของอะไร?

ในชีวิตประจำวันที่หายใจๆ กันไป
น้อยโอกาสนักที่จะมานั่งถามไถ่ถึง
ความหมายของคำว่า ‘ชีวิต’ และ ‘ความเชื่อ’

คนที่ไม่มี ‘ความเชื่อ’ เป็นสมบัติของตัวเอง
ย่อมง่ายต่อการถูก ‘ทำให้เชื่อ’
กระทั่ง ‘ถูกหลอกให้เชื่อ’!

ถึงบรรทัดนี้ เริ่มมีความเชื่อว่า ชีวิตที่ดีควรมีความเชื่อ
เป็นความเชื่อที่กลั่นกรองออกมาจากสมองและประสบการณ์ส่วนตัว
โดยไม่เห็นต้องกลัวว่ามันต่างจากคนอื่น

ชีวิตใคร ชีวิตมัน—ความเชื่อใคร ความเชื่อมันเว้ย!

สิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง คือ การดูถูกความเชื่อของคนอื่น
สิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่า คือ การดูถูกความเชื่อของตัวเอง

และ…อาจมีสิ่งที่น่ารังเกียจกว่านั้น
คือการเชื่ออย่าง แต่ดำเนินชีวิตอีกอย่าง
เสียดายความเชื่อ เสียดายชีวิต!

เขียนถึงตรงนี้ ก็นึกถึงหนึ่งวรรคทอง
“เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ”
ประโยคจากปลายปากกาของพี่บา-ภาณุ อิงคะวัต
ที่พี่บาเคยบอกว่า ยึดถือเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต

นึกสนุก ลองเติมคำว่า ‘ไม่’ ใส่เข้าไปในประโยคนี้
อยากเห็นว่ามันจะตลกแค่ไหน

“ไม่เชื่อในสิ่งที่ทำ ไม่ทำในสิ่งที่เชื่อ”
หรือ
“เชื่อในสิ่งที่ไม่ทำ ทำในสิ่งที่ไม่เชื่อ”
หรือ
“เชื่อในสิ่งที่ไม่ทำ ไม่ทำในสิ่งที่เชื่อ”
หรือ
“ไม่เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ไม่เชื่อ”

อืม…ประโยคสุดท้ายเด็ดที่สุด!