Archive for the '11: ฝัน' Category

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สี่)

มกราคม 27, 2007

เรามีฝัน
คนที่เรารักก็มีฝัน
และ-เราก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นหนึ่งในฝันของคนที่เรารัก

คนที่เรารัก และคนที่รักเรา มักมีความรักและคาดหวังในตัวเราเป็นปกติ
คาดหวังให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น คาดหวังให้ได้ดิบได้ดี
ได้ดิบได้ดีในแบบที่พวกเขาคิดฝัน ซึ่งอาจเป็นคนละสิ่งกับที่เราฝัน

คราวนี้จะทำยังไง?
ในเมื่อเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก
ตัวเราผูกอยู่กับหลายคน ในหลายสถานะ
เมื่อเราขยับตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อคนเหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจ
กระทบแรงบ้าง เบาบ้าง แต่ย่อมส่งผลกระทบ
กระทบดีบ้าง กระทบแย่บ้าง แต่ย่อมส่งผลกระทบ

สายสัมพันธ์คล้ายเส้นด้ายที่ผูกโยงเราไว้ด้วยกัน
เมื่อมีรักก็มักมีสายสัมพันธ์เกิดขึ้นตามมา
สายใยที่มองไม่เห็น จึงตัดไม่ได้
อย่าว่าแต่ตัดขาด แค่คิดจะตัดก็ไม่รู้จะจับต้นชนปลายตรงไหน

ในเมื่อเราเป็นฝันของพวกเขา เราจะทำอย่างไร?
อยากให้ฝันของเขาเป็นจริง ก็อยาก
อยากให้ฝันของเราเป็นจริง ก็อยาก
หากมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ย่อมนำมาซึ่งทางสองแพร่ง
ขณะยืนอยู่ ณ แยกนั้น เราจะตัดสินใจเดินไปสู่ทางใด?

ทางแรก-ไปในทางที่คนที่เรารักวาดฝัน
ทางสอง-ไปในทางที่เราวาดฝัน

ทางแรก เดินไปให้สุดทาง ก้าวทุกย่างด้วยความตั้งใจ
ทำทุกก้าวให้ดีที่สุด เพื่อให้คนที่เรารักและรักเราเค้าได้ปลื้ม
แววตาในยามที่เค้ามองเราอย่างปลาบปลื้มนั้นน่ายินดี
เหมือนเราได้เห็นแววตาของคนที่ได้เห็นความฝันที่เป็นจริง
(โดยไม่ต้องออกรายการของคุณไตรภพ)

แต่ในยามที่ส่องกระจก เราอาจพบแววตาแห่งความเสียดาย
และคับข้องใจว่าถ้าเราเลือกเดินไปอีกทางจะเป็นเช่นไร?

คนเรามีความสุขได้หลายวิธี
สุขจากการที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข ก็เป็นความสุขแบบหนึ่งใช่ไหม?

หรือจะเลือกทางที่สอง?
เดินไปตามความชอบและความฝันของตัวเอง
อาจมีบ้างที่คนที่เรารักไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน
แต่ก็ยืนยันที่จะเดินดุ่มไป ในทางที่พวกเขาบอกว่าอันตราย

ยิ่งเลือกทางนี้ยิ่งเหนื่อย ยิ่งต้องฝ่าฟัน
เพราะนอกจากฝ่า+ฟันกับอุปสรรคที่เรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางแล้ว
ยังต้องฝ่าฟันกับขวากหนามของคำเตือน คำสบประมาท คำดุว่า
และความห่วงใยจากคนที่เรารักทั้งหลายด้วย

รัก คือ อิสระ
ใครหลายคนพูดไว้

หากความรักคืออิสระ
การปล่อยให้คนที่เรารักได้ทำในสิ่งที่เขาคิดฝันและอยากลงมือ
ย่อมคือความรักประเภทหนึ่ง

ห่วงใยได้ แต่มิใช่กักขัง

ยิ่งวันยิ่งเชื่อว่า คนเราต้องเรียนรู้ดีร้ายด้วยตนเอง
ไม่มีใครสรุปบทเรียนชีวิตให้ใครได้
เพราะเราต่างมีศักยภาพที่แตกต่างกัน
เธอทำไม่สำเร็จ ฉันอาจทำสำเร็จก็ได้
เธอทำสำเร็จ ฉันอาจทำไม่สำเร็จก็ได้
ประสบการณ์ของเธอจึงไม่ควรถูกหยิบขึ้นมาตัดสินชีวิตฉัน

วิชาชีพนั้นดี วิชาชีพนี้ไม่ดี คำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจริงแท้เสมอไป
ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใคร’ ไปทำ ‘อะไร’ มากกว่า
คนเราถนัดไม่เหมือนกัน มีความสามารถไม่เหมือนกัน รักอาชีพไม่เหมือนกัน
และมีพลังกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เท่ากัน

คนหนึ่งอาจยอมทำงานอย่างหนึ่งถึงดึกดื่น
ขณะที่ทำงานอีกอย่างหนึ่งถึงห้าโมงเย็นก็เหนื่อยหน่าย

เรามักทุ่มเทพลังให้กับสิ่งที่เรารักเสมอ

แล้วคนที่เรารักล่ะ?

หากใครสักคนเลือกทางที่สอง-ก้าวไปตามทางที่ฝัน
และลงมือทุ่มพลังกายพลังใจทั้งหมดที่มีใส่เป้แล้วออกเดิน
ใช้เหลี่ยมคมแห่งความรักในทางเส้นนั้นฝ่าและฟันหนามแหลม
ระหว่างทาง กรุยทางที่เคยเดินยากให้ราบเรียบลงได้
ใครคนนั้นอาจได้พิสูจน์อะไรบางอย่าง

พิสูจน์กับตัวเอง
และพิสูจน์กับคนที่เขารัก
พิสูจน์ว่าทางเส้นนั้นสวยงามไม่แพ้ทางเส้นที่ไม่ได้เลือก

ทางสองเส้นต่างสวยงาม
อยู่ที่ใครชอบแบบไหน

แต่ในเมื่อเราจำเป็นต้องเดินบนเส้นทางนั้นอย่างโดดเดี่ยว
โดยมีคนที่เรารักทำได้แค่เพียงคอยเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ
เราก็น่าจะเลือกทางที่เราเห็นว่าสวย มิใช่ทางที่เขาเห็นว่าสวย
ใช่หรือไม่?

แต่หากใครมิได้เลือกทางที่ว่า
อย่าได้เสียใจไป
ใครคนนั้นอาจไม่ได้หลงใหลทางที่ไม่ได้เลือกมากเพียงพอ
เพียงพอที่จะเสี่ยง เพียงพอที่จะยืนยันในความฝัน เพียงพอที่จะก้าวไป
และเขาหรือเธออาจคิดและตอบกับตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้ว่า
“ฉันรักคนที่ฉันรักมากกว่าความฝัน”
“ฉันอยากเห็นฝันของพวกเขาเป็นจริงมากกว่าฝันของฉันเอง”
ซึ่งนั่นย่อมเป็นคำตอบที่สวยงามสำหรับเขาหรือเธอ

แน่นอน-ใครสามารถเดินบนสองทางได้ย่อมน่าอิจฉายิ่ง

เราต่างมีฝัน
คนที่เรารักก็มีฝัน
เราต่างรักกัน
และความรัก คือ อิสระ.

Advertisements

กล่องหย่อนความเห็น

มกราคม 26, 2007

โพสต์หัวข้อที่แล้วแล้วมัน error ครับ
ไม่มีช่องให้หย่อนความเห็น
เลยตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมาสำหรับใส่ความเห็นครับ
เผื่อใครอยากแลกเปลี่ยน ใส่ไว้ที่นี่ได้ครับ
😀

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สาม)

มกราคม 26, 2007

หากชีวิตมีสองสิ่ง ‘จริง’ กับ ‘ฝัน’
เราควรจะมีความสุขกับทั้งสองอย่างจริงไหม?

หากมัวแต่จับจ้องมองไปที่ความฝัน
แล้วไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า
ก็ดูเหมือนว่าจะทรยศหน้าที่เกินไปหน่อย

จริงอยู่-คนเรามีสิ่งที่ต้องทำ
ซึ่งบางวันมันอาจแลดูแห้งแล้ง จืดชืด เย็นชา
ไร้ความตื่นเต้น ไม่เห็นจะสนุก
แต่หากมองดูจริงๆ ไอ้สิ่งที่ต้องทำนั้นก็อาจมีความฝันซ่อนอยู่

แม่ค้าขายส้มตำอาจฝันอยากเป็นช่างทำผม
แต่จริงๆ แล้วในครกส้มตำก็มีความฝันอยู่เหมือนกัน
เธออาจลองฝันอยากมีส้มตำเฟรนไชส์
เธออาจตั้งใจตำส้มตำมากขึ้น เมื่อเห็นจุดหมายเป็นป้ายร้านเต็มเมือง

ตลกในวงดนตรีลูกทุ่งอาจฝันอยากเป็นศิลปินเดี่ยว
แต่จริงๆ แล้วระหว่างที่ถาดฟาดลงบนหัว
ก็มีฝันกระเด็นออกมาเหมือนกัน
ตลกคนนั้นอาจตั้งเป้าว่าจะเล่นให้คนฮามากขึ้นเรื่อยๆ
เขาอาจตั้งอกตั้งใจเล่นจนได้เป็นหัวหน้าคณะ
และสุดท้ายก็ได้ดิบได้ดีได้เป็นเศรษฐีจากความฮา

ทำในสิ่งที่รัก และ รักในสิ่งที่ทำ
หากใครสักคนทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป
เขาน่าจะเป็นคนที่มีความสุข

ขยายความให้ตัวเองเข้าใจ
เคยเปรียบเทียบสิ่งที่ทำตอนกลางวันเป็น เมียหลวง
ส่วนสิ่งที่แอบทำตอนกลางคืนเป็น เมียน้อย

ในเมื่อเมียน้อยน่ารักและเย้ายวน เราคงแสวงโอกาสดุ่มเข้าไปหาบ่อยๆ
สิ่งที่เรารักมัน เรามักมีเวลาให้มันเสมอ (เมื่อเมียหลวงเผลอ)
แต่ไอ้ครั้นจะทิ้งเมียหลวง หรือคบหากันแบบอยู่ๆ กันไป ก็ดูไร้คุณภาพ
เราน่าจะปันความรักมาให้เมียหลวงบ้าง อย่างจริงใจ
แม้เมียหลวงจะขี้บ่น จุกจิก หนังเหี่ยว ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ
แต่ก็คงมีมุมให้รักบ้าง

หากได้ทำในสิ่งที่รัก (เมียน้อย) และได้รักในสิ่งที่ทำ (เมียหลวง)
ก็แลดูน่าจะมีความสุขดี เพราะได้มีตั้งสองเมีย

หมายเหตุ: สำหรับเยาวชนทางบ้านและในห้องส่ง
อันนี้เป็นการเปรียบเทียบเกี่ยวกับหน้าที่การงานและความฝัน
มิได้หมายถึงภรรยาที่มีหัวจิตหัวใจและมีมือไม้แข็งแรงพอที่จะกำสากกะเบือ
อันนั้นไม่ควรมีหลวงมีน้อย ไอ้ครั้นทำเค้าเจ็บไม่น่ะเท่าไหร่
เกรงว่าเค้าจะทำเราเจ็บ(กบาล)น่ะสิ! อันนี้น่ากลัว!

ว่างๆ ก็น่าลองถามตัวเองว่า ‘เมียหลวง’ น่ารังเกียจขนาดนั้นจริงหรือ?
ถ้าการอยู่ด้วยกันมันโหดร้ายทารุณมาก ก็ควรรีบเซ็นต์ใบหย่าโดยด่วน

แต่หากคำตอบคือ เปล่านี่!
ก็อาจทำให้ลองมาประพฤติตัวกับเมียหลวงให้ดีขึ้น
ลองมีฝันร่วมกันกับเมียหลวงบ้าง น่าจะทำให้ชีวิตคู่เป็นสุข
โดยไม่ต้องปรึกษาไบรวู้ดมากาเร็ต

ว่างๆ ลองนั่งมองหน้าเมียหลวง
ว่างๆ ลองนั่งคิดครวญถึงสิ่งที่ทำอยู่
เราพอจะมีความฝันกับมันได้บ้างไหม?

มีฝันในหน้าที่จริง
มีฝันในชีวิตประจำวันที่เราไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับมัน

หากชีวิตมีสองสิ่ง ‘จริง’ กับ ‘ฝัน’
และเราสามารถมีความสุขกับมันได้ทั้งสองสิ่ง
ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่หายใจในแต่ละวันคงมีความสุขไม่น้อย

ถึงเวลาหลับก็อยากหลับ
ถึงเวลาตื่นก็อยากตื่น

ใน ‘จริง’ มี ‘ฝัน’
ขออนุญาตอวยพรให้พี่น้องผองเพื่อนหาเจอพร้อมหน้ากัน
จะได้มีความสุขกันทั้งกลางวันและกลางคืน
ทั้งตอนตื่นและตอนหลับ.

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สอง)

มกราคม 25, 2007

‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’ อยู่ห่างจากกันแค่ขนาดของหมอน
พอเราหลับ ความจริงตรงหน้าจะหายวับไปกับตา
และพื้นที่ของความฝันก็เปิดกว้างขึ้น

ความจริงที่หายไปนั้นรวมความไปถึงข้อจำกัด ความเป็นไปไม่ได้
และความจำเป็นต่างๆ นานา ที่เราต้องลืมตามองมันมาตลอดทั้งวัน
แต่เมื่อเราเดินทางเข้าสู่พื้นที่แห่งความฝัน มันจะหายตัวไป

ในอาณาบริเวณของความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้!

เราว่าความฝันมีหลายขนาด
และฝันขนาดใหญ่ก็สามารถหั่นซอยออกเป็น ‘ฝันย่อย’ ได้

หากฝันใหญ่คือพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์
ฝันย่อยก็เอาแค่พิชิตภูกระดึงไปก่อน
ฝันกลางก็อาจหาเวลาไปให้ถึงหัวเข่าหิมาลัย
ฝันไซส์แอลก็อาจลองเดินไปให้ถึงค่ายฐาน
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

หากฝันใหญ่คือรางวัลซีไรต์
ฝันย่อยอาจเป็นการได้ส่งผลงานไปลงในนิตยสารสักเล่ม
ฝันกลางก็อาจจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กรวมงานจากคอลัมน์นั้น
ฝันไซส์แอลก็อาจจะเป็นผลงานที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งเล่ม
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

สำหรับความฝัน เราน่าจะพอหาเวลาและโอกาสให้มันได้
ฝันของใครก็ของมัน กรุณาเติมฝันในช่องว่างด้วยตนเอง

ตัวอย่างที่ยกมาบอกใบ้ว่า เราน่าจะฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึง
ค่อยๆ เขยิบสู่จุดหมายโดยไม่บ่ายหน้าหนีไปทางอื่น
จุดหมายอยู่ไหน ก็มุ่งหน้าไปในทางนั้น
มุ่งหน้าไป-โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่
หากแต่-ใช้เวลาที่เหลือ
เหลือจากเวลาในส่วนของความจริง

หากความจริงคือกลางวัน ความฝันอาจเป็นกลางคืน?

เผชิญหน้าความจริงที่ต้องอยู่กับมันให้ได้ดีที่สุดในตอนกลางวัน
และกระโจนเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันในเวลากลางคืน
หากเรารักสิ่งไหน เราน่าจะหาเวลาให้สิ่งนั้นได้

(ใครที่บอกว่ารักแฟนแต่ไม่มีเวลาให้แฟน
แบบนั้นแปลว่ารักแต่ปาก)

แบ่งปันและจัดสรรเวลามา ‘มุ่งหน้า’ ไปยังสิ่งที่ฝัน

มุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น
เพราะหากเดินไปทิศทางอื่นย่อมยากที่จะไปถึง
อยากขึ้นสู่ยอดเอเวอร์เรสต์
แต่ดันเดินดุ่มไปตามทะเลทรายซาฮาร่า จะไปถึงได้อย่างไร

อย่างน้อย หากไม่ได้มุ่งไปในทางนั้น
ก็น่าจะหาเวลาลงมือฝึกปรือในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ฝัน
ฝึกไต่เขาเตี้ย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น
เผื่อวันหนึ่งมีโอกาสได้ไต่เขาสูงจะได้พร้อม

ความสุขจากการพิชิตยอดภูกระดึงกับเอเวอร์เรสต์
เป็นความสุขประเภทเดียวกัน-เราเดาว่าอย่างนั้น
ค่อยๆ พิชิต ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ มีความสุข

ไม่ใช่ทุกคนที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด
และความสุขก็อาจไม่ได้รออยู่ที่ยอดเขาแห่งนั้น
หากแต่มันเกิดขึ้นระหว่างเดินไต่ระดับขึ้นไปต่างหาก
เป็นความสุขที่มาพร้อมหยดเหงื่อ
สุขแต่เหนื่อย ก็เพราะเหนื่อยจึงสุข

หยดเหงื่อที่ไหลออกมาจากการมุ่งหน้าเข้าหาฝัน
หากลองแลบลิ้นไปเลียมันน่าจะมีรสหวาน

หากความฝันได้มาง่ายๆ เหมือนเดินไปซื้อกล้วยแขกปากซอย
ก็คงไม่มีค่า และไม่ชวนให้โหยหาถึงเพียงนี้

เราเดาว่าคนส่วนใหญ่แอบมีความฝันเก็บไว้ในใจ
บ้างบอกคนที่พอบอกได้ บ้างก็เก็บงำไว้คนเดียว

หากเรามีน้องชายหรือน้องสาวแล้วมันอยากทำในสิ่งที่ฝัน
แต่ดันต้องทำสิ่งอื่นที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีวิต
เราจะขอร้องให้มันหาเวลามาทำในสิ่งที่ฝัน แม้วันละไม่กี่นาที
เพราะสิ่งที่ฝันก็เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับชีวิตเช่นกัน

หากต้องเลือกระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
เราว่า ‘สิ่งที่อยากทำ’ นั่นแหละเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ ที่สุด

ทำแค่วันละไม่กี่นาที
แล้วเมื่อไหร่เราจะไปถึงฝันล่ะพี่? – น้องอาจถามเราแบบนี้
เราคงตอบว่า – กูจะไปรู้เหรอ มันขึ้นอยู่ที่ตัวมึง

แกล้งห้าวไปงั้นแหละ จริงๆ เราแอบคิดในใจแล้วว่า
ไม่กี่นาทีในแต่ละวันที่น้องได้ทำมันก็เหมือนกับ
ช่วงเวลาที่เราได้หลับตาหลบไปจากโลกแห่งความจริง
ทิ้งข้อจำกัด ความจำเป็น และความเป็นไปไม่ได้นานาไปชั่วขณะ

และช่วงเวลาเล็กๆ นั้นนั่นแหละ
ที่ความฝันได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว.

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (หนึ่ง)

มกราคม 24, 2007

เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ความฝัน’
ทั้งในความหมายหมอดูทำนายความฝัน
หรือในความหมายของผู้พิชิตความใฝ่ฝัน
แต่เรามีความฝัน
มีเสมอ ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่มีความฝัน

เราว่าความฝันจำเป็นกับชีวิตพอๆ กับออกซิเจน
ใช่! ความฝันหล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิต
ถ้าไม่มีฝัน เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร
จะเดินหน้าไปสู่แห่งหนไหน

บนเส้นทางชีวิต อาจเดินเรื่อยเปื่อยได้บ้าง
แต่ให้เดินอย่างไร้จุดหมายตลอดไปก็คงหมดเรี่ยวแรงลงสักวัน
ฝันทำให้เรามีแรงพลังที่จะเดินไปข้างหน้า
อยากไปดูหน้าความฝันนั้นให้เห็นเต็มๆ ตาสักครั้งก่อนหยุดหายใจ

เคยเปรียบเทียบความฝันเป็นยอดเขา
เราเห็นมันอยู่ตรงนั้น และพยายามเดินเข้าไปให้ใกล้ขึ้น
ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเข้าใกล้ได้
บางความฝันดูอยู่ไกลๆ ก็สวยงามดี
แต่พอเข้าใกล้แล้วกลับกลายเป็นอีกอย่าง
แต่บางความฝันยิ่งใกล้ก็ยิ่งสวยงามมากเข้าไปใหญ่

เคยมีคนบอกว่า “ความฝันเป็นสิ่งประหลาด
เมื่อเราไปถึง มันก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”

เมื่อพิชิตฝันลงได้ มันก็กลายร่างเป็นความจริง

บางคนบอกว่า ไม่ควรทำความฝันให้เป็นชีวิตจริง
เพราะเมื่อฝันเป็นชีวิตจริงแล้วเราอาจไม่โหยหามันเท่าเดิม

อาจด้วยชอบขีดเขียนคำว่า ‘ความฝัน’
(แต่แน่ใจว่าไม่ถึงขนาดหมกมุ่น)
น้องนุ่งบางคนจึงส่งคำถามมาตามสายโทรศัพท์
เป็นสายโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับโมเด็ม
เป็นคำถามที่ส่งมาตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
เป็นคำถามเกี่ยวกับความฝัน

เป็นคำถามที่เราไม่รู้คำตอบ
เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ความฝัน’
แต่เรามีความฝัน-เหมือนกันกับใครๆ
และเราก็คิดว่า น่าจะได้ลองแลกเปลี่ยนกัน

เราชอบคุยกับคนอื่นเรื่องความฝัน
เราชอบฟังเขาเล่า ประกายตาเขาจะเป็นประกาย
เหมือนถูกดูดหายเข้าไปในโลกจินตนาการ
คำพูดคำจามักจะมีพลังกว่าในห้วงเวลาปกติ
ยิ่งพูด ยิ่งสนุก และมีชีวิตชีวา

คำถามของน้องบางคนมีอยู่ว่า
ระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
ระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’
ถ้ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องเลือก
เราจะเลือกอะไรดี?

ถ้าเราไม่มี ‘ความฝัน’ เราจะไปตามหามันที่ไหน?

เราตอบไม่ได้ เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
แต่เราอยากคุยด้วย
เราชอบคุยเรื่องความฝัน.